เด็กขาโก่ง จำเป็นต้องดัดหรือไม่?

เมื่อลูกน้อยเข้าสู่วัยเตาะแตะ ผู้ปกครองหลาย ๆ ท่านอาจเกิดความกังวลเนื่องมาจากท่าทางการเดินของลูกน้อย ที่มักจะพบการเดินในลักษณะกางขา ซึ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดความวิตกกังวลว่าลูกของตนนั้นมีความผิดปกติของขาหรือไม่ ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าภาวะขาโก่งนั้นคืออะไร การที่พบภาวะขาโก่งในลูกของเราผิดปกติหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างขาของเด็กในแต่ละวัยเป็นอย่างไร และความผิดปกติลักษณะไหนจึงควรปรึกษาแพทย์
ภาวะขาโก่งคืออะไร?
ภาวะขาโก่งนั้นหมายถึง ขาท่อนล่างของเด็กงอทำมุมกับขาท่อนบนในลักษณะบิดเข้าด้านใน ซึ่งจะส่งผลให้ลักษณะของขาเด็กนั้นโก่งออกคล้ายกับคันธนู โดยภาวะขาโก่งในเด็กนั้นมี 2 รูปแบบ คือ ขาโก่งตามการเจริญเติบโตของกระดูกแบบธรรมชาติที่พัฒนาไปตามวัย และขาโก่งแบบการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อผิดปกติ (1)
พัฒนาการของกระดูกขาตามวัยนั้นเป็นอย่างไร?
พัฒนาการของกระดูกขาในช่วง 0-2 ปีแรกเด็กจะมีแนวกระดูกขาโก่งออกด้านนอกทุกคนเป็นปกติ เนื่องมาจากท่าทางของทารกขณะอยู่ในครรภ์จะทำให้ทารกมีลักษณะขาที่โก่งออกอยู่แล้วและเมื่อเด็กเริ่มลุกยืนได้เด็กมักจะอยู่ในท่ากางแขนและขาเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย ซึ่งท่าทางนี้อาจจะทำให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตคล้ายว่าเด็กเกิดภาวะขาโก่งได้ เมื่อเด็กเข้าสู่วัยช่วงหัดเดินคือ 2-5 ปี แนวกระดูกขาจะค่อย ๆ กลับเข้ามาด้านในเรื่อย ๆ และในช่วงอายุ 4-7 ปี เด็กมักจะมีแนวกระดูกขาโก่งเข้าด้านใน จนกระทั่งอายุ 7-8 ปีจะเป็นช่วงที่ขาอยู่ในแนวตรง (2, 3) ดังรูปที่ 1
รูปที่ 1 แสดงพัฒนาการของกระดูกขาในช่วงอายุ 0-8 ปี
ดังนั้นไม่ควรดัดขาเด็กก่อนวัยอันควรและไม่ควรทำด้วยตนเองหากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดด้านเด็ก เนื่องจากจะส่งผลให้เอ็นรอบข้อต่อถูกยืดมากเกินไปหรือผิดรูป อาจทำให้ขาของเด็กเกิดภาวะขาโก่งเข้าด้านในเมื่อโตขึ้นและส่งผลกระทบต่อการเดินของเด็กได้
ภาวะขาโก่งในลูกของเราผิดปกติหรือไม่?
ภาวะขาโก่งที่เป็นไปตามการเจริญเติบโตปกติของกระดูกจะแตกต่างจากภาวะขาโก่งที่มีความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกขา ซึ่งเป็นภาวะโรคอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องมีการวินิจฉัยแยกอย่างชัดเจนเพื่อให้เด็กได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง โดยผู้ปกครองสามารถสังเกตว่าขาโก่งของลูกน้อยนั้นเป็นขาโก่งตามธรรมชาติหรือภาวะขาโก่งจากการเจริญเติบโตผิดปกติได้ดังนี้
เริ่มจากให้จับขาเด็กเหยียดตรงหันเท้ามาด้านหน้าแล้วสังเกตลักษณะแนวขาของเด็ก (4) โดย
- ถ้าจับกระดูกข้อเท้าชิดกันแล้วกระดูกเข่าก็ชิดกันด้วย นั่นคือแนวกระดูกขาตรง
- ถ้าจับกระดูกข้อเท้าชิดกันแต่กระดูกเข่าห่างกัน หมายความว่าเด็กมีภาวะขาโก่งออกด้านนอก (bow leg)
- ถ้าจับแล้วกระดูกเข่าชิดกันก่อนที่กระดูกข้อเท้าจะชิดกัน หมายความว่าเด็กมีภาวะขาโก่งเข้าด้านใน (knock knee)
การที่เด็กมีภาวะขาโก่งตามธรรมชาตินั้น ระยะห่างระหว่างเข่าและข้อเท้าด้านในทั้งสองข้างไม่ควรห่างกันเกิน 5 เซนติเมตร ถ้าห่างมากเกินไปอาจเป็นภาวะขาโก่งที่ผิดปกติ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกขาได้ (1, 5)
ภาวะขาโก่งผิดปกติที่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- เกิดขึ้นเมื่อเด็กมีอายุมากกว่า 3 ปี
- แนวกระดูกขาทั้งสองข้างโก่งไม่เท่ากัน มีข้างใดข้างหนึ่งโก่งมากกว่ากันอย่างชัดเจน
- มีภาวะขาโก่งเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
- มีภาวะขาโก่งปรากฏขึ้นขณะเดินในเด็กที่มีอายุมากกว่า 3 ปี (5)
เรียบเรียงโดย กภ. ณัชชา เลิศอรุณวัฒนา
เอกสารอ้างอิง
- Saini UC, Bali K, Sheth B, Gahlot N, Gahlot A. Normal development of the knee angle in healthy Indian children : a clinical study of 215 children. J Child Orthop. 2010;4:579-86.
- Oyewole OO, Akinpelu AO, Odole AC. Development of the tibiofemoral angle in a cohort of Nigarian children during the first 3 years of life. J Child Orthop. 2013;7:167-73.
- นันทริกา เหลืองสุวรรณ, รัตนา รัตนาธาร. ข้อมูลองศาเข่าในเด็กกรุงเทพมหานคร. เวชศาสตร์ฟื้นฟูสาร. 2555;22(1):15-20.
- Baruah RK, Kumar S, Harikrishnan SV. Developmental pattern of tibiofemoral angle in healthy north-east Indian children. J Child Orthop. 2017;11:339-47.
- Mathew SE, Madhuri V. Clinical tibiofemoral angle in south Indian children. Bone Joint Res. 2013;2:155-61.
- Ferguson J, Wainwright A. Tibial bowing in children. Tr and Orth. 2013;27:30-41.





