ภาวะกระดูกสันหลังยุบตัว(Vertebral compression fracture)

Black man suffering back pain
ภาวะกระดูกสันหลังยุบตัว (Vertebral compression fracture)
ภาวะกระดูกสันหลังยุบตัว (Vertebral compression fracture; VCF) คือภาวะที่กระดูกสันหลังส่วนหน้าเกิดการแตก หัก และยุบ มักพบที่กระดูกสันหลังระดับอกและกระดูกสันหลังระดับเอว เนื่องจากมีแรงกระทำต่อกระดูกสันหลัง เช่น อุบัติเหตุ ล้มก้นกระแทก นั่งรถตกหลุม ตกจากเก้าอี้ ขณะที่กระดูกสันหลังอยู่ในท่างอตัวไปด้านหน้า ซึ่งนำไปสู่อาการปวดที่รุนแรงและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้
กายวิภาคศาสตร์ของกระดูกสันหลัง
กระดูกสันหลัง (Vertebral column) คือกระดูกแกนกลางของร่างกาย ประกอบด้วยกระดูก 33 ชิ้น แบ่งเป็น กระดูกคอ 7 ชิ้น (Cervical; C1-C7) กระดูกอก 12 ชิ้น (Thoracic; T1-T12) กระดูกเอว 5 ชิ้น (Lumbar; L1-L5) กระดูกกระเบนเหน็บ 5 ชิ้น (Sacrum) และกระดูกก้นกบ 4 ชิ้น (Coccyx) ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายที่เกิดกับไขสันหลัง เป็นที่เกาะของกล้ามเนื้อหลัง และเป็นแกนกลางทำให้ลำตัวตั้งตรงได้
กระดูกสันหลังสามารถแบ่งเป็น 3 ส่วน (3) ดังที่ได้แสดงในรูปที่ 1 ได้แก่
- ส่วนหน้า (Anterior column) ประกอบด้วย Anterior longitudinal ligament, Anterior annulus, Anterior portion ของ Vertebral body
- ส่วนกลาง (Middle column) ประกอบด้วย Posterior part ของ Vertebral body, Posterior annulus, Posterior longitudinal ligament
- ส่วนหลัง (Posterior column) ประกอบด้วย Ligamentum flavum, Neural arch, Posterior ligamentous complex
รูปที่ 1 แสดง กระดูกสันหลังโดยแบ่งเป็น 3 ส่วน
สาเหตุ
ภาวะกระดูกสันหลังยุบตัวจะเกิดขึ้นเมื่อมีแรงกด อัด และบิดในกระดูกสันหลังส่วนหน้า (Anterior column) ทำให้เกิดการแตกหักของกระดูก (2,3) สาเหตุมักเกิดจากอุบัติเหตุ ล้มก้นกระแทก นั่งรถตกหลุม ตกจากเก้าอี้ ขณะที่กระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะการงอตัวไปด้านหน้า ทำให้กระดูกส่วนดังกล่าวหักและยุบตัวลง (1-3) ดังแสดงในรูปที่ 2
รูปที่ 2 แสดงกระดูกสันหลังปกติ (ซ้าย) และกระดูกสันหลังยุบ (ขวา)
ขณะที่สาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ ภาวะโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นภาวะที่เกิดจากการสลายของมวลกระดูก ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง รวมทั้งการลดลงของความแข็งแรงของกระดูกสันหลังในผู้ป่วยมะเร็งกระดูกสันหลังและผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อบริเวณกระดูกสันหลัง ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่อาจทำให้เพิ่มโอกาสที่จะเกิดกระดูกหักยุบได้ (1-4)
จากการศึกษาพบว่า ภาวะกระดูกสันหลังยุบตัว มักพบสูงสุดที่กระดูกสันหลังระดับ L1 และ T7 ตามลำดับ (4,5) เนื่องจากกระดูกสันหลังระดับ L1 เป็นจุดเปลี่ยนระหว่างกระดูกสันหลังระดับอกที่มีส่วนโค้งออกมา (Kyphosis) และกระดูกสันหลังระดับเอวที่มีส่วนโค้งเข้าไป (Lordosis) ด้วยโครงสร้างดังกล่าวนี้ทำให้เกิดแรงเฉือนต่อกระดูกสันหลังระดับ L1 มาก ขณะที่กระดูกสันหลังระดับ T7 มีปุ่มกระดูกยื่นออกมาสูงที่สุดของกระดูกสันหลังระดับอก ดังนั้นเมื่อมีแรงกด อัด จะทำให้เกิดการยุบตัวของกระดูกได้ง่าย
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยมักมีอาการปวดกลางหลังบริเวณที่กระดูกสันหลังหักหรือยุบ เมื่อขยับตัว นั่ง ยืน และเดิน โดยอาการปวดจะลดลงเมื่อนอน เนื่องจากการนอนจะช่วยลดผลของแรงโน้มถ่วงของโลกที่กดต่อกระดูกสันหลังที่หัก (1,2) อีกทั้งอาจพบกระดูกสันหลังผิดรูปในลักษณะที่มีการนูนขึ้นหรือพับหักลงซึ่งจะส่งผลต่อความสูงของร่างกายที่ลดลงในผู้สูงอายุ (3)
ในกรณีที่กระดูกสันหลังยุบตัวอาจทำให้เกิดการกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการชา ร่วมกับการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขา เนื่องจากระบบประสาทมีหน้าที่สำคัญในการสั่งการการทำงานของกล้ามเนื้อและการรับความรู้สึก อย่างไรก็ดีในกรณีที่มีการบาดเจ็บของระบบประสาทขั้นรุนแรงอาจส่งผลต่อความสามารถในการควบคุมการขับถ่ายของผู้ป่วย (2) และส่งผลต่อความสามารถในการทำงานในชีวิตประจำวัน การลดลงของคุณภาพชีวิตรวมทั้งก่อให้เกิดภาวะความพิการได้ (2,5)
ปัจจัยเสี่ยง (1-5)
- อายุ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี มีความเสี่ยงล้ม โดยมีโอกาสเสี่ยงล้มถึง 40 % (1,2)
- ขาดการเคลื่อนไหว ในผู้สูงอายุพบว่า การเคลื่อนไหวลดลง ส่งผลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง (1,2)
- ปัญหาสายตา มีผลต่อการมองเห็นและการทรงตัว ซึ่งอาจทำให้มีความเสี่ยงในการล้มได้ (1,2)
- ภาวะกระดูกพรุน เกิดจากการสูญเสียมวลกระดูก ทำให้เกิดกระดูกแตกหักได้ง่าย (1-4)
- ขาดแคลเซียมและวิตามินดี องค์ประกอบสำคัญในการสร้างกระดูก ดังนั้นการขาดแคลเซียมและวิตามินดีทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง (1,2)
- ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวมากย่อมส่งผลต่อการเพิ่มแรงกดต่อกระดูกสันหลังมาก (1,2)
- หลังค่อม ทำให้มีแรงกดต่อกระดูกสันหลังมาก จากโครงสร้างที่ไม่สมดุลของร่างกาย (1)
- ขาดฮอร์โมน estrogen ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ส่งผลให้ร่างกายสลายมวลกระดูกเพิ่มขึ้น (2,5)
ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทำให้เกิดความเสี่ยงในการล้มซึ่งจะส่งผลให้กระดูกสันหลังยุบได้ ดังนั้นข้อควรระวัง คือ การป้องกันร่างกายจากการล้ม
การตรวจวินิจฉัยและการรักษา
การวินิจฉัยภาวะกระดูกสันหลังยุบตัว แพทย์และนักกายภาพบำบัดจะวินิจฉัยจากการประวัติของผู้ป่วยว่ามีประวัติการล้มหรือไม่ ลักษณะการล้มเป็นอย่างไร การประสบอุบัติเหตุ อายุ ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยแพทย์สามารถยืนยันและวินิจฉัยได้จากการภาพถ่าย X-ray, MRI, CT ในกรณีที่มีกระดูกสันหลังยุบตัวจะพบว่ากระดูกสันหลังที่หักมีลักษณะเป็นรูปลิ่ม (1-5) ดังแสดงในรูปที่ 3
รูปที่ 3 แสดงภายถ่าย X-ray ของกระดูกสันหลังยุบ
ภาพจาก Dewar C. Diagnosis and treatment of vertebral compression fractures. Radiologic technology. 2015;86(3):301-23.
การรักษาทางกายภาพบำบัดในภาวะกระดูกสันหลังยุบตัว หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการรักษาทางแพทย์แล้ว ผู้ป่วยจะใส่เสื้อเกราะทางด้านหน้า (Jewett brace) เพื่อลดการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังที่ยุบตัว โดยเป็นป้องกันการเคลื่อนไหวในทิศทางการก้มตัวและงอตัว เป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน (1,3) เพื่อให้กระดูกสันหลังเชื่อมติดกัน โดยนักกายภาพบำบัดจะช่วยสอนวิธีการใส่ การถอดเสื้อเกราะ (Jewett brace) การเคลื่อนย้ายร่างกายในอิริยาบถต่าง ๆ การเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย
สำหรับในบทความถัดไปจะเป็นเรื่อง “การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยกระดูกสันหลังยุบ” อย่าลืมติดตามนะครับ
เรียบเรียงโดย กภ.พงศธร ปาลี
เอกสารอ้างอิง
- Dewar C. Diagnosis and treatment of vertebral compression fractures. Radiologic technology. 2015;86(3):301-23.
- Old JL, Calvert M. Vertebral compression fractures in the elderly. Am Fam Physician. 2004;69(1).
- Donnally CJ, Varacallo M. Vertebral compression fractures. [Updated 2019 Aug 13]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2019.Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK448171/
- Burns JE, Yao J, Summers RM. Vertebral body compression fractures and bone density: automated detection and classification on CT images. Radiology. 2017;284(3):788-97.
- Li H, Yang DL, Ma L, Wang H, Ding WY, Yang SD. Risk factors associated with adjacent vertebral compression fracture following percutaneous vertebroplasty after menopause: a retrospective study. Med Sci Monit. 2017;23:5271.







