mobile_logomobile_logomobile_logomobile_logo
  • Home
  • การให้บริการ
    • ขั้นตอนการรับบริการศูนย์กายภาพบำบัด
    • ข้อมูลที่ควรทราบก่อนเข้ารับบริการ
    • ปฏิทินจัดอบรมความรู้สู่ประชาชน
    • ลงทะเบียนประวัติออนไลน์
    • ระบบตรวจสอบรหัสผู้ป่วย (HN) ออนไลน์
  • เกี่ยวกับเรา
    • ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ
    • คณะกรรมการประจำศูนย์กายภาพบำบัด
    • โครงสร้างศูนย์กายภาพบำบัด
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ปิ่นเกล้า)
    • นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด (ศาลายา)
  • การรักษา
    • กายภาพบำบัดระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
    • กายภาพบำบัดระบบประสาท
    • กายภาพบำบัดทางเด็ก
    • กิจกรรมบำบัด
    • คลินิกกระดูกสันหลังคด
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการกีฬา
    • คลินิกกายภาพบำบัดทางการยศาสตร์
    • คลินิกกายภาพบำบัดในสุขภาพหญิง
    • คลินิกผู้สูงอายุ
    • คลินิกวอยตาบำบัด (Vojta Therapy)
    • คลินิกโรคเวียนศีรษะและการทรงตัว
  • โครงการพิเศษ
    • HealthcaRe Tele-delivery Service
    • โครงการเตรียมความพร้อมสู่การเรียน (School readiness)
    • กลุ่มกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ
    • โครงการตรวจหลอดเลือด
    • โครงการธาราบำบัด
    • โครงการกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ สมองเสื่อมป้องกันได้
  • ติดต่อเรา
  • TH
    • EN
    • TH
✕

ปวดหลังส่วนล่างจากงาน จัดการอย่างไร?

  • Home
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • ปวดหลังส่วนล่างจากงาน จัดการอย่างไร?

ปวดหลังส่วนล่างจากงาน จัดการอย่างไร?

กรกฎาคม 1, 2020
Categories
  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • บทความ ความรู้สู่ประชาชน
Tags
  • ปวดหลัง
  • ปวดหลังส่วนล่าง

อาการปวดหลังส่วนล่าง เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยร้อยละ 70-90 จะมีอาการปวดหลังส่วนล่างอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต (1) ประมาณร้อยละ 85 ของกลุ่มผู้ป่วยที่เคยมีอาการปวดหลังส่วนล่าง และเคยได้รับการรักษามาก่อนมักกลับมาเป็นซ้ำอีกจนเป็นอาการปวดเรื้อรัง ซึ่งคนทุกเพศทุกวัยสามารถเกิดปัญหาปวดหลังได้ทั้งหมด

อาการปวดหลังส่วนล่าง เป็นอาการปวดบริเวณหลังส่วนเอว บางครั้งมีอาการปวดบริเวณสะโพกหรือก้นร่วมด้วย สาเหตุหลัก ๆ อาจเกิดจากการบาดเจ็บเนื้อเยื่อบริเวณขอบล่างของซี่โครงถึงกระเบนเหน็บ (2) เช่น กล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ หมอนรองกระดูกสันหลัง และข้อต่อกระดูกสันหลัง อาการปวดอาจลามไปที่สะโพก ต้นขาด้านหลังและน่องได้

อาการปวดหลังส่วนล่างแบ่งเป็น 3 กลุ่ม (3) คือ

  1. อาการปวดแบบเฉียบพลันที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน หรืออาการปวดต่อเนื่องน้อยกว่า 4 สัปดาห์
  2. อาการปวดหลังกึ่งเฉียบพลัน หรืออาการปวดต่อเนื่องมากกว่า 4 สัปดาห์แต่ไม่เกิน 3 เดือน
  3. อาการปวดเรื้อรัง หรืออาการปวดต่อเนื่องมากกว่า 3 เดือน

อาการปวดหลังส่วนล่างแบบเฉียบพลันหรือกึ่งเฉียบพลันมักสัมพันธ์กับการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อโดยตรง เช่น การถูกกระแทก หรือบิดตัวผิดจังหวะ แต่อาการปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรังนั้นอาจจะไม่สัมพันธ์กับการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและอาจเกิดจากปัจจัยร่วมอื่น ๆ เช่น ภาวะความผิดปกติของอวัยวะภายใน ภาวะความผิดปกติทางจิตใจ ความเครียด ความกังวล ภาวะซึมเศร้า เป็นต้น

สาเหตุของอาการปวดหลังส่วนล่าง

อาการปวดหลังส่วนล่าง เกิดจากการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ความมั่นคงของแกนกลางลำตัวที่ลดลง ท่าทางในการทำงานที่ไม่ถูกต้องและภาวะน้ำหนักเกิน ส่งผลทำให้เกิดความตึงหรือการอักเสบของกล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มข้อต่อ ปัญหาการเคลื่อนของกระดูกสันหลังหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง และอาจไปกดทับเส้นประสาท  เราอาจจำแนกสาเหตุของโรคปวดหลังส่วนล่าง ดังนี้

– ท่าทางในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในคนวัยทำงาน นักกีฬา เนื่องจากใช้งานอยู่ในลักษณะเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน

– อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บบริเวณหลัง เช่น หกล้ม ยกของผิดท่า อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา

– ความผิดปกติของกระดูกสันหลัง เช่น ภาวะเสื่อมของข้อต่อกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกสันหลัง ปัญหาข้อต่อกระดูกสันหลังอักเสบ กระดูกสันหลังคด

– สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ปวดร้าวมาบริเวณหลังและไม่สัมพันธ์กับกิจกรรมการทำงาน ได้แก่ ตั้งครรภ์ โรคอ้วน โรคไต โรคเกี่ยวกับรังไข่และมดลูก โรคที่เกี่ยวกับต่อมลูกหมาก การกระจายของมะเร็งมาที่บริเวณกระดูกสันหลัง หรือปัญหาภาวะทางจิตใจ เช่น  ความเครียด ความกังวล ภาวะซึมเศร้า

ลักษณะงานที่เสี่ยงทำให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง (4)

– ลักษณะงานประเภทแบกหาม ยกของหนัก ยกของที่อยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม

– ลักษณะงานที่ก้มหรือบิดเอวเป็นประจำ เช่น คนดูแลผู้ป่วย พยาบาล

– ลักษณะงานที่ต้องอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งติดต่อกันเป็นเวลานานและอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น นั่งทำงานกับพื้น ทำงานนั่งโต๊ะ ขับรถ ยืน-เดินเป็นเวลานาน

            สัญญาณอันตรายของอาการปวดหลัง

เมื่อมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการต่อไปนี้ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด

  1. อาการปวดเฉียบพลันที่ไม่ทุเลาลงเมื่อได้พักนานกว่า 2 สัปดาห์ หรือมีอาการปวดรุนแรงจนเคลื่อนไหวร่างกายลำบาก หรือไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
  2. อาการปวดหลังที่เป็นเรื้อรังติดต่อกันนานเกินกว่า 3 เดือน
  3. มีอาการชาหรืออ่อนแรงของขา มีอาการชาบริเวณรอบทวารหนักและอวัยวะเพศ
  4. มีอาการปวดร้าวจากหลังลงไปที่สะโพก ขาหรือเท้า
  5. มีอาการปวดหลังภายหลังได้รับอุบัติเหตุ
  6. มีอาการอื่น ๆ ร่วม เช่น มีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปัสสาวะแสบขัด มีสีขุ่น กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ค่อยได้ มีอาการปวดตลอดเวลาและไม่สัมพันธ์กับกิจกรรม

วิธีการป้องกันอาการปวดหลังส่วนล่าง

  1. ปรับท่าทางการทำงานให้ถูกต้องและเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการอยู่ท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน

– ท่าทางการยกของ: ขณะยกของจากพื้น ค่อย ๆ ย่อเข่า หลังตรง ห้ามก้มตัว ใช้กำลังข้อเข่ายืนขึ้นโดยให้ของอยู่ชิดกับลำตัวมากที่สุด ไม่บิดหรือเอี้ยวตัวขณะยกของหนักและหลีกเลี่ยงการหยิบ-ยกสิ่งของที่อยู่สูงเหนือศีรษะมาก ๆ

– ท่าทางการยืน: ขณะยืนทิ้งน้ำหนักตัวบนขาสองข้างสลับกับขาข้างหนึ่งวางบนที่พักขา หรือยืนพักขาสักครู่หนึ่ง ไม่สวมรองเท้าส้นสูงมาก ๆ เมื่อต้องยืนหรือเดินนาน ๆ ไม่ยืนในท่าเดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง เช่น ก้มตัว แอ่นตัว บิดลำตัว

– ท่าทางการนั่ง: นั่งเก้าอี้สูงพอดีที่เท้าทั้งสองแตะพื้น เก้าอี้ควรมีพนักให้หลังพิงได้เต็มส่วน ส่วนของพนักพิงหลังควรโค้งนูนเล็กน้อย เพื่อรองรับกับส่วนเว้าของเอว หากไม่มี ให้เสริมด้วยหมอนใบเล็กวางรองรับบริเวณหลังส่วนล่าง หลีกเลี่ยงการนั่งไม่เต็มก้น นั่งไขว่ห้าง หรือนั่งหลังค่อม ไม่นั่งในท่าเดิมติดต่อกันนานเกิน 40-45 นาที (5,6) ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง เช่น ก้มตัว แอ่นตัว บิดลำตัว

  1. หมั่นยืดกล้ามเนื้อหลังเพื่อช่วยลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อหลัง ร่วมกับออกกำลังกายกล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและความมั่นคงของหลัง เนื่องจากกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเป็นโครงสร้างสำคัญในการกระจายแรงให้ร่างกายในการทำงานในลักษณะต่าง ๆ หากกล้ามเนื้อแกนกลางมีความมั่นคงจะทำให้การทำงานของรยางค์แขนและขาดีขึ้น นิ่งขึ้น แม่นยำขึ้น มีความมั่นคงในการทรงท่าขณะทำท่าทางต่าง ๆ ลดอาการบาดเจ็บ และสามารถทรงท่าในท่าทางที่ถูกต้อง (7) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันอาการปวดหลัง

ท่ายืดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง

– นั่งบนเก้าอี้ หลังพิงพนัก งอเข่าขวาพาดบนเข่าซ้าย ก้มตัวลงจนรู้สึกตึงบริเวณหลังและสะโพกด้านหลัง ค้างไว้ 10 วินาทีแล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง/รอบ แล้วสลับข้าง 3 รอบ/วัน

– ยืนตัวตรง กางขาออกเล็กน้อยประมาณช่วงไหล่ เอามือวางที่เอว แล้วแอ่นตัวไปด้านหลังให้รู้สึกตึง ค้างไว้ 10 วินาที แล้วกลับมายืนตัวตรง ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง/รอบ 3 รอบ/วัน

– นั่งเก้าอี้ หันข้างลำตัวด้านขวาเข้าหาพนักพิง เอามือซ้ายจับพนักพิง ยกแขนขวาขึ้นเหนือศีรษะร่วมกับเอียงตัวไปทางซ้ายจนรู้สึกตึงบริเวณข้างลำตัวด้านขวา ค้างไว้ 10 วินาที แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง/รอบ แล้วสลับข้าง 3 รอบ/วัน

ท่าเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและความมั่นคงของหลัง

– นอนหงาย ศีรษะไม่หนุนหมอน ชันเข่าทั้งสองข้างขึ้น เกร็งกล้ามเนื้อก้น ยกสะโพกและลำตัวขึ้น จนลำตัวมีลักษณะเป็นเส้นตรง (อย่ายกให้ลำตัวเกิดลักษณะแอ่นมากจนเกินไป) ค้างไว้นับ 1-10 แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำ 10-15 ครั้ง/รอบ อย่างน้อย 5 รอบ/วัน

– นอนหงาย งอเข่าพอประมาณ เท้า 2 ข้างวางราบแนบชิดกับพื้น หายใจเข้าทางจมูกให้ท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบพร้อมกับเกร็งหน้าท้อง เกร็งกล้ามเนื้อก้น กดหลังติดพื้น โดยเกร็งหน้าท้องค้างไว้ไม่ให้หลุดร่วมกับหายใจเข้า-ออกประมาณ 3-4 รอบ  แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น เมื่อฝึกจนเกิดความชำนาญแล้วอาจเพิ่มจำนวนรอบการหายใจขณะเกร็งหน้าท้องมากขึ้นหรือฝึกเกร็งหน้าท้องขณะทำกิจกรรมต่าง เช่น ขณะยกของ ยืนหรือนั่งทำงาน

วิธีการดูแลตนเองเมื่อมีอาการปวดหลัง
1. ถ้ามีอาการปวดหลังแบบเฉียบพลันหรือภายหลังได้รับอุบัติเหตุ มักมีการอักเสบร่วมด้วย ควรพักจากกิจกรรมที่ทำให้ปวดหลัง ควรใช้แผ่นเย็นประคบตรงบริเวณที่มีอาการประมาณ 20 – 30 นาที/ครั้ง 2 – 3 ครั้ง/วัน หากมีอาการปวดมากอาจรับประทานยาแก้ปวดร่วมด้วย ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 5-7 วัน ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด

2. ถ้ามีอาการปวดหลังแบบเรื้อรัง มักไม่มีการอักเสบร่วมด้วย ควรใช้แผ่นร้อนประคบตรงบริเวณที่มีอาการประมาณ 20 – 30 นาที/ครั้ง 2 – 3 ครั้ง/วัน ร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อ ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและฝึกความมั่นคงของหลังเป็นประจำ และควรเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างการทำงานบ่อย ๆ อย่างไรก็ตามการปวดหลังเรื้อรังมากกว่า 3 เดือนควรได้รับวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์และนักกายภาพบำบัดร่วมด้วย

เรียบเรียงโดย กภ. ลดาวรรณ เติมวรกุล

เอกสารอ้างอิง

  1. Waddell G. A new clinical model for the treatment of low back pain. Spine. 1987;12(7):632-44.
  2. Vadalà G, Russo F, De Salvatore S, Cortina G, Albo E, Papalia R et al. Physical activity for the treatment of chronic low back pain in elderly patients: A systematic review. J Clin Med. 2020;9(4):1023.
  3. Qaseem A, Wilt TJ, McLean RM, Forciea MA. Noninvasive treatments for acute, subacute, and chronic low back pain: A clinical practice guideline from the American College of Physicians. Ann Intern Med. 2017;166(7):514-30.
  4. Deyo RA, Weinstein JN. Low back pain. N Engl J Med. 2001;344:363-70
  5. Agarwal S, Steinmaus C, Harris-Adamson C. Sit-stand workstations and impact on low back discomfort: A systematic review and meta-analysis. Ergonomics. 2018;61(4):538- 52.
  6. Peter V, Ineke K, Ben J, Monique B. Varying the office work posture between standing, half-standing and sitting results in less discomfort. In: Ben-Tzion K, editor. International conference. EHAWC 2009: ergonomics and health aspects of work with computers;2009 July 19-24; San Diego, USA. Berlin: Springer; 2009. p.115-20.
  7. Paungmali A, Joseph LH, Sitilertpisan P, Pirunsan U, Uthaikhup S. Lumbopelvic core stabilization exercise and pain modulation among individuals with chronic nonspecific low back pain. Pain Pract. 2017;17(8):1008-14.
Post Views: 6,060
Share
1

Related posts

พฤษภาคม 8, 2026

เมื่อเด็กเล็กอารมณ์ร้อน ดื้อ ต่อต้าน ( 1-4 ปี ) ผู้ปกครองควรรับมืออย่างไร ให้เด็กพัฒนาทักษะการดูแลอารมณ์ได้จริง


Read more
พฤษภาคม 1, 2026

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Myasthenia Gravis (MG)


Read more
เมษายน 27, 2026

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ Amyotrophic Lateral Sclerosis (ALS)


Read more
เมษายน 10, 2026

การออกกำลังกายในภาวะเข่าโก่ง


Read more

ศูนย์กายภาพบำบัด เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

198/2 ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า,
แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 0-63-520-5151

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา

999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4
ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454
  • Facebook
  • YouTube
© Faculty of Physical Therapy, Mahidol University.