ปวดศีรษะ = ไมเกรนจริงหรือ? และวิธีการดูแลตนเองหากมีอาการปวดศีรษะที่ไม่ได้เกิดจากอาการ ไมเกรน
การงานที่ไม่ค่อยเดิน การนำเสนองานที่ผิดพลาด หรือปัญหาความไม่เข้าใจกันในครอบครัว มีส่วนมาจากสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรง บางครั้งอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณสามารถส่งผลเสียให้แก่ผู้อื่น หรืองานของตนเองตามมาได้ โดยอาการที่ทุกคนสามารถพบเจอได้บ่อย และสามารถเกิดขึ้นได้เกือบตลอดเวลา คือ อาการปวดศีรษะนั่นเอง
หลายครั้งที่เราไม่สามารถทราบได้เลยว่า สาเหตุของอาการปวดศีรษะของเราเกิดจากอะไร หลายคนมองว่าเกิดจากความเครียด หรือหลายคนอาจจะมองว่าเกิดจากอาการขาดน้ำตาลในโลหิต (หรือหิวนั่นเอง) แต่ท้ายที่สุดแล้วหากหาสาเหตุไม่ได้ ทุกคนจะฟันธงที่ว่า “ไมเกรนแน่ ๆ” ซึ่ง คุณไม่อาจทราบได้เลยว่า แล้วเป็นไมเกรนจริง ๆ หรือไม่?
การศึกษาถึงสาเหตุของไมเกรนนั้นมีหลายทาง และยังไม่มีผลสรุปที่ออกมาแน่ชัดว่าไมเกรนเกิดจากสาเหตุใด แต่สามารถอธิบายกลไกการเกิดอาการได้คร่าว ๆ เช่น คณะวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทางพันธุกรรม กล่าวว่า อาการไมเกรนเกิดจากพันธุกรรมได้ โดยระบบประสาทของผู้ป่วยนั้นจะสามารถตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งเร้าได้มากกว่าคนปกติ ดังนั้นการตอบสนองที่มากเกินไป อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บและการอักเสบของหลอดเลือด และเส้นประสาทรอบ ๆ สมองได้ ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาว่าการปวดศีรษะจากไมเกรนเกิดจากการที่หลอดเลือดในสมองนั้นมีอัตราการหดตัวมากขึ้น ซึ่งร่างกายเราจะต้องปรับความสมดุลให้หลอดเลือด โดยการพยายามขยายตัวมากขึ้นจากเดิม ดังกล่าวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อความดันในหลอดเลือดในสมอง จึงทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้
ซึ่งอาการของไมเกรนนั้นมีหลายลักษณะ ในบางรายอาจปวดศีรษะเพียงข้างเดียว ซึงโดยมากจะปวดบริเวณขมับก่อน จากนั้นจะค่อย ๆ ลามไปทั่วทั้งซีกของศีรษะ โดยอาการปวดจะมีลักษณะเป็นอาการปวดตุ้บ ๆ ส่วนลักษณะที่พิเศษที่แตกต่างจากการปวดศีรษะประเภทอื่นนั่นคือ การเห็นแสงแวบวาบในดวงตา (ออร่า – aura) ร่วมกับมีอาการอาเจียนด้วย
แต่ลักษณะอาการดังกล่าวต้องพึงระวัง เนื่องจากอาการปวดหัวแล้วมีอาการอาเจียนร่วมด้วยนั้น อาจเกิดจากสาเหตุร้ายแรงอื่นได้ ดังนั้นหากเกิดอาการดังกล่าวนั้นแนะนำไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัดจะดีกว่า
โดยอาการไมเกรนดังที่กล่าวไปนั้น จะมีปัจจัยกระตุ้นมากมาย เช่น
- ความเครียด ที่มักจะส่งผลต่อฮอร์โมนภายในร่างกายและมีผลกระทบต่อการหด-ขยายตัวของหลอดเลือด
- อาหาร โดยบางคนอาจจะมีผลต่อสารเคมีในอาหารต่าง ๆ เช่น ไวน์ ช็อคโกแลต ผงชูรส หรือแอลกอฮอล์ ดังนั้นพึงระวังและสังเกตด้วยตนเอง ว่ามีอาการเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารประเภทใด
- การนอนหลับที่เพียงพอ ซึ่งก็มีผลต่อฮอร์โมนของร่างกายเช่นเดียวกัน
- รอบเดือนของเพศหญิง ซึ่งก็เป็นผลจากฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน3. การนอนหลับที่เพียงพอ ซึ่งก็มีผลต่อฮอร์โมนของร่างกายเช่นเดียวกัน
- สภาวะแวดล้อม (แสง สี กลิ่น และเสียง) โดยผู้ป่วยมักมีอาการขึ้นเมื่อพบแสงแดดจ้า แสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซ้นต์ หรืออยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดัง หรือความถี่สูงมากเกินไป รวมไปถึงที่ที่มีควันธูป ควันเทียน หรือควันบุหรี่
ซึ่งเมื่อเราพอที่จะทราบสาเหตุแล้วเราก็ควรที่จะจัดการแก้ปัญหาเหล่านั้น หรือป้องกันไว้ก่อน เช่น เราสามารถหลีกเลี่ยงอาหาร หรือสภาวะแวดล้อมที่เสี่ยงจะเกิดอาการ รวมไปถึงการพยายามทำใจให้สงบ หรือฟังเพลงผ่อนคลายเพื่อลดอาการเครียด และหากต้องอยู่ในสถานที่ที่มีภาวะเสียงหรือแสงที่มากเกินไป ก็ต้องพกอุปกรณ์หรือหาวิธีหลีกเลี่ยงสถานที่นั้น ๆ และไม่อยู่นานจนเกินไปหากจำเป็น หากเป็นไปได้ให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และเพื่อเป็นการส่งเสริมร่างกายให้มีสุขภาพอนามัยที่ดี เราก็ควรที่จะออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้ววิธีการที่จะรักษาไมเกรนให้ได้ผล นั่นคือการรับประทานยาซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
แต่มีบางกรณีที่ป้องกันด้วยตนเองและรักษาด้วยยาแล้วไม่หายขาด นั่นคือกรณีที่ผู้ป่วยอาจไม่ได้มีอาการปวดศีรษะจากอาการไมเกรนนั่นเอง ดังที่กล่าวไปในข้างต้นแล้วว่าอาการปวดศีรษะดังกล่าวนั้นมีหลายสาเหตุและควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้ถูกต้อง เช่น บางกรณีอาจเป็นเนื้องอกในสมอง มีภาวะความดันโลหิตสูงหรือต่ำกว่าปกติ เป็นต้น แต่หากตรวจสอบแล้วมีอาการปกติดีทุกอย่าง หรือสาเหตุเกี่ยวกับโรคภายในไม่พบ แนะนำให้พบนักกายภาพบำบัดเพิ่มเติมเพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวกับด้านระบบกระดูกและกล้ามเนื้อต่อไป เพราะโรคพังผืดในกล้ามเนื้อหรือที่เรียกว่า MPS (Myofascial pain syndrome) นั้นหากมาเกิดกับกล้ามเนื้อบริเวณสะบักหรือกล้ามเนื้อคอแล้วนั้น อาจจะก่อให้เกิดอาการคล้ายกับอาการไมเกรนได้นั่นเอง โดยปกติแล้วโรคพังผืดในกล้ามเนื้อนั้นสามารถเกิดได้กับกล้ามเนื้อเกือบทุกมัดในร่างกาย กล้ามเนื้อจะแข็งเกร็งจนเป็นก้อน (trigger point) ทำให้ผู้ป่วยปวด ตึงกล้ามเนื้อ และสามารถมีอาการร้าวไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ โดยกล้ามเนื้อสะบักและกล้ามเนื้อคอนั้นสามารถทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ในบางกรณีอาจลุกลามไปบริเวณหน้าผากและเบ้าตาได้ด้วย ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าอาการดังกล่าวเกิดจากไมเกรน
ส่วนมากมักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไปเป็นเวลานาน จึงทำให้ผู้ป่วยมักเกิดอาการ ขณะทำหรือหลังจากทำงาน หรือเกิดจากการทรงท่าที่ไม่เหมาะสมทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการบาดเจ็บจนเรื้อรัง
วิธีการตรวจสอบตนเองว่าเป็นโรคพังผิดในกล้ามเนื้อหรือไม่นั้น ให้สังเกตอาการดังนี้
- กล้ามเนื้อบริเวณ คอ บ่า และสะบักตึงมากกว่าอีกข้าง (กรณีที่เป็นข้างเดียว) หรือตึงมากกว่าส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
- มีจุดกดเจ็บที่เกิดจากก้อนพังผืด (trigger point)
- มีอาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อขณะที่เรากดคลึงบริเวณกล้ามเนื้อนั้น ๆ
- มีอาการร้าวไปตามร่างกายส่วนต่าง ๆ เช่น ร้าวขึ้นคอ หรือมีอาการปวดตึงบริเวณศีรษะ
- หากมีอาการร้ายแรงหรือเป็นมาเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการจำกัดการเคลื่อนไหว เช่น เงยคอลำบาก
หากมีอาการดังกล่าวเหล่านี้ ขอแนะนำให้พบนักกายภาพบำบัดเพื่อทำการรักษาต่อไป แต่ถ้าหากใครไม่สะดวกจะไปพบนักกายภาพบำบัด จะขอแนะนำการดูแลตนเองคร่าว ๆ เพื่อทุเลาอาการก่อน
- การประคบ โดยเราควรจะประคบอุ่นที่บริเวณกล้ามเนื้อที่เป็นประมาณ 15 – 20 นาทีเพื่อให้กล้ามเนื้อเกิดการผ่อนคลาย แต่หากใครมีอาการอักเสบ (ปวด บวม แดง ร้อน) แนะนำให้ประคบเย็นเป็นเวลา 15 – 20 นาทีเช่นเดียวกัน โดยความรู้สึกระหว่างประคบจะต้องไม่ร้อน หรือเย็นจนเกินไป
- การพักการใช้งานของกล้ามเนื้อนั้น ในกรณีที่ทำงานเอกสารหรือทำงานคอมพิวเตอร์ หากนั่งหลังค่อมหรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมก็จะทำให้กล้ามเนื้ออักเสบได้ ซึ่งเมื่อมีอาการอาจจะต้องพักการใช้งาน หรือทำงานให้น้อยลง หรืออาจจะมีช่วงพักระหว่างการทำงานมากขึ้น หรืองดเว้นการยกของหนัก หรือการทำงานอยู่ในท่าใดท่าเดิมนาน ๆ
- การยืดกล้ามเนื้อด้วยตนเอง เช่น ในท่าประสานมือที่หลังศีรษะแล้วก้มคอ หรือเอียงคอ เป็นเวลา 10 วินาที ทำ 5 – 10 ครั้งระหว่างพักจากการทำงาน เพื่อเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไม่ให้ตึงมากเกินไป

- การกดจุดบริเวณจุดกดเจ็บ ใช้การคลึงจุดกดเจ็บเบา ๆ เพื่อให้ผ่อนคลาย
- การเลือกที่นอนและหมอนให้ถูกต้อง และเหมาะสมกับร่างกายและสรีระ เพื่อไม่ให้ต้องใช้กล้ามเนื้อเกร็งขณะนอนหลับมากจนเกินไป
- หากต้องมีการเดินทางไกล อาจพกหมอนหนุนคอไว้ สำหรับเวลาหลับระหว่างการเดินทาง
- หลีกเลี่ยงการนอนดูโทรทัศน์ หรือนอนอ่านหนังสือ นั่งก้มหน้าทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือเงยหน้าทำงานเป็นเวลานาน ๆ เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อคอเกิดการอักเสบได้
อาการปวดศีรษะที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เราสามารถดูแลตนเอง และมีวิธีรักษาได้หลายทาง ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องใช้ความเอาใจใส่ในร่างกายของตน หรือการระมัดระวังขณะทำงานร่วมด้วย และต้องมีวินัยในการดูแลของตนเอง จะสังเกตว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราสามารถดูแลเพื่อป้องกัน หรือสามารถหลีกเลี่ยงได้ เราจึงต้องมีสติอยู่ในทุกขณะ แต่หากมีอาการขึ้นมาแล้วเราก็ควรรีบสืบหาต้นเหตุ และดูแลรักษา แก้ไขต่อไป ซึ่งหากท่านผู้อ่านได้ลองปฏิบัติตามวิธีต่าง ๆ ข้างต้นแล้วนั้น เชื่อว่าอาการปวดศีรษะจะไม่เป็นอุปสรรคต่อชีวิตและการทำงานอีกต่อไป
ขอให้หายปวดศีรษะกันไว ๆ นะคะ
เรียบเรียงโดย กภ. ทัชชกร สงวนศักดิ์
อ้างอิง
- นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ. ไมเกรน migraine [อินเทอร์เนต]. กรุงเทพฯ: ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ; 2550 [เข้าถึงเมื่อ 5มีนาคม 2557]. เข้าถึงได้จาก http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/brain/1794-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99-migraine.html
- นิพนธ์ พวงวรินทร์; สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย. Headache. กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์; 2553.
- Travell JG, Simons DG. Myofascial pain and dysfunction: the trigger point manual. Baltimore: Williams and Wilkins; 1983.




