นิ้วล็อค vs ข้ออักเสบรูมาตอยด์

อาการบาดเจ็บบริเวณข้อมือ และนิ้วมือ เป็นหนึ่งในการบาดเจ็บที่นับว่าทรมาน เนื่องจากการทำกิจวัตรประจำวันทุกอย่างล้วนต้องใช้มือหยิบจับทั้งสิ้น ถ้ามีอาการแล้วหายได้เร็ว ก็ไม่เกิดปัญหาใด ๆ แต่ถ้ามีอาการเจ็บต่อเนื่องยาวนานเข้าขั้นเรื้อรัง สามารถทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพทั้งกายและใจของผู้ป่วยทั้งสิ้น ในที่นี้จะกล่าวถึงอาการบาดเจ็บบริเวณนิ้วมือที่ส่วนใหญ่มักเกิดแบบเรื้อรัง ซึ่งโรคที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บบริเวณนิ้วมือนั้นมีมากมาย บางโรคมีอาการแสดงคล้ายกันมาก จนทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด และเกิดการรักษาที่ผิดพลาดได้ ดังนั้นบทความนี้จะมาคลายข้อสงสัยเรื่อง ความแตกต่างระหว่าง โรคนิ้วล็อค กับโรคข้ออักเสบ ที่อาการแสดงเริ่มต้นคล้ายกันมาก ว่ามีจุดไหนที่แตกต่างกัน ทั้งสาเหตุการเกิด ลักษณะอาการ รวมถึงการดูแลตนเองเบื้องต้น และการรักษา
สาเหตุการเกิดโรค
โรคนิ้วล็อค เกิดจากการบาดเจ็บ จากการใช้งานซ้ำ ๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จนทำให้เกิดการอักเสบของพังผืดที่หุ้มเอ็นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการงอนิ้วมือ ส่งผลให้การเคลื่อนที่ของเอ็นกล้ามเนื้อภายในพังผืดติดขัด เคลื่อนไหวนิ้วมือแล้วเกิดการสะดุด ถ้ามีการอักเสบของพังผืดมากขึ้นตามการใช้งาน จากที่แค่เคลื่อนไหวนิ้วมือแล้วสะดุด ก็จะกลายเป็นล็อคแทนเวลาที่ต้องการเหยียดนิ้วมือ (1,2) (ภาพ 1)

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่จากงานศึกษาส่วนใหญ่พบว่า เกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลาย ๆ ปัจจัยประกอบกัน ได้แก่ ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง กรรมพันธุ์ การติดเชื้อต่าง ๆ เพศหญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศชาย รวมถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมและวิถีการดำเนินชีวิต เป็นต้น ซึ่งลักษณะของโรคนี้เป็นโรคกลุ่มข้ออักเสบเรื้อรังที่พบมากที่สุด ที่เกิดการอักเสบที่เยื้อหุ้มข้อ ตามข้อต่อต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งสามารถพบได้ทุกข้อต่อในร่างกาย แต่มักจะพบบริเวณข้อต่อเล็ก ๆ มากที่สุด เช่น นิ้วมือ ข้อมือ ข้อศอก นิ้วเท้า ข้อเท้า เป็นต้น เมื่อเกิดการอักเสบที่เยื้อหุ้มข้อมากขึ้น การพัฒนาของโรคคือ จะเริ่มทำลายกระดูกอ่อน กระดูกรอบข้อ และเนื้อเยื่อรอบ ๆ ข้อต่อ ทำให้เริ่มมีการติดขัดของข้อต่อ และเกิดการผิดรูปในที่สุด (3,4) (ภาพ 2)

อาการเป็นอย่างไร
โรคนิ้วล็อค แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ (2)
- ระยะที่ 1 เป็นอาการเริ่มแรกของโรคนิ้วล็อค เริ่มมีอาการเจ็บบริเวณโคนนิ้ว จากงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่า มักเกิดนิ้วล็อคที่นิ้วโป้งมากที่สุด รองลงมาคือ นิ้วนาง นิ้วกลาง นิ้วชี้ และนิ้วก้อยตามลำดับ ระยะนี้ยังไม่มีอาการนิ้วสะดุดเมื่อเหยียดนิ้วมือ
- ระยะที่ 2 เริ่มมีอาการสะดุดของนิ้วมือ เมื่องอและเหยียดนิ้วมือ แต่ยังไม่ล็อค
- ระยะที่ 3 เมื่องอนิ้วมือ จะมีอาการล็อค ไม่สามารถเหยียดนิ้วมือได้ทันที แต่สามารถเกร็งให้เหยียดเองได้ หรือใช้มืออีกข้างจับนิ้วมือเหยียดได้
- ระยะที่ 4 ไม่สามารถเหยียดนิ้วมือได้ นิ้วมือค้างอยู่ในท่างอ ถ้าจับเหยียดจะมีอาการเจ็บและอักเสบรุนแรง
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ตามเกณฑ์ของ The American Rheumatism Association (5) ผู้ป่วยจะต้อง มีอาการตามเกณฑ์อย่างน้อย 4 ข้อ จากทั้งหมด 7 ข้อ โดยข้อ 1-4 ควรมีอาการมาแล้วอย่างน้อย 6 สัปดาห์ ดังนี้
- ข้อฝืดตึงตอนเช้า (morning stiffness) นานกว่า 1 ชั่วโมง
- มีอาการข้ออักเสบและปวดข้อ ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป
- มีอาการที่ข้อนิ้วมือ หรือข้อมืออักเสบอย่างน้อย 1 ข้อ
- มีอาการข้ออักเสบแบบสมมาตร (symmetrical arthritis) คือมีอาการปวดข้อทั้งสองข้างของร่างกาย
- มีปุ่มรูมาตอยด์ ซึ่งจะอยู่บริเวณใกล้ข้อที่มีอาการ (ระยะแรก ๆ อาจไม่พบ)
- ตรวจพบสารรูมาตอยด์ (rheumatoid factor) ในเลือดจากห้องปฏิบัติการ
- พบการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของข้อ หรือเกิดการผิดรูปของข้อจากภาพถ่าย x-ray หรือพบการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อจาก MRI (4,5)

การวินิจฉัยโรค
โรคนิ้วล็อคสามารถตรวจร่างกายและวินิจฉัยได้เลย ถ้าผู้ป่วยมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น ไม่จำเป็นต้องใช้ผล x-ray หรือผลเลือด แต่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์จำเป็นต้องมีอาการตามเกณฑ์ข้างต้น รวมถึงมีผล x-ray และผลเลือดจากห้องปฏิบัติการร่วมด้วย
การดูแลตนเอง และการรักษา
เนื่องจากทั้งสองโรคจะมีอาการเริ่มต้นที่คล้ายกันมาก สิ่งสำคัญคือ ต้องวินิจฉัยโรคด้วยความถูกต้อง และ
แม่นยำให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ให้การรักษาที่ตรงจุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุด
โรคนิ้วล็อค ถ้าผู้ป่วยอยู่ในระยะ 1-3 สามารถให้การรักษาโดยวิธีการทางกายภาพบำบัดได้ ได้แก่ ประคบอุ่น/เย็น การคลายบริเวณจุดกดเจ็บ การใช้เครื่องอัลตราซาวน์เพื่อลดการอักเสบของเอ็นกล้ามเนื้อ การดัดข้อต่อบริเวณนิ้วมือในกรณีที่มีข้อต่อติดเพื่อเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ และการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของนิ้วมือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ
แต่ถ้าผู้ป่วยรักษาโดยวิธีดังกล่าวแล้ว อาการไม่ดีขึ้น หรืออาการที่เป็นอยู่ อยู่ในระยะที่ 4 ควรปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์อาจให้การรักษาโดยการรับประทานยา ฉีดยา หรือผ่าตัด ตามดุลพินิจของแพทย์ (1,2)
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคนี้ถ้าได้รับการวินิจฉัยเร็ว จะทำให้มีประสิทธิภาพในการรักษามากยิ่งขึ้น จากงานวิจัยพบว่า ถ้าได้รับการวินิจฉัย และได้รับการรักษาเร็วภายในเวลา 3 เดือน จะทำให้มีประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุด จุดมุ่งหมายหลักของการรักษาโรคนี้คือ ลดความเร็วในการดำเนินโรค ยิ่งหยุดกระบวนการอักเสบของโรคได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ความเสียหายต่อเยื่อหุ้มข้อ กระดูกอ่อน และกระดูกได้เร็วเท่านั้น ซึ่งการรักษาหลัก ๆ ของโรคนี้ต้องใช้การรักษาทางยาเป็นหลักภายใต้การควบคุมของแพทย์
ในกรณีที่อาการของโรคยังไม่สงบ ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์ก่อนและเมื่ออาการของโรคสงบลงแล้ว สามารถให้การรักษาทางกายภาพบำบัดได้ โดยการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการ เพื่อคงความสามารถในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยไว้ ทั้งนี้โปรแกรมการออกกำลังกายต่าง ๆ ที่ผู้ป่วยทำ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของนักกายภาพบำบัดอย่างใกล้ชิด (3-5) จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าการบาดเจ็บของร่างกาย บางโรคมีความใกล้เคียงกันมาก แต่ความรุนแรงของโรคนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง เราควรสังเกตุอาการบาดเจ็บของเราอย่างละเอียด ถ้าแนวโน้มมีอาการเพิ่มมากขึ้น ไม่แนะนำให้ซื้อยามารับประทานเอง หรือปล่อยอาการบาดเจ็บทิ้งไว้จนอาการยิ่งหนัก ควรปรึกษานักกายภาพบำบัดหรือแพทย์ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง และให้ได้รับการรักษาอย่างถูกโรคโดยเร็วที่สุด เพื่อลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนและความเสียหายต่อร่างกาย
เรียบเรียงโดย กภ.กนกวรรณ พลสา
เอกสารอ้างอิง
1. Brozovich N, Agrawal D, Reddy G. A critical appraisal of adult trigger finger: pathophysiology, treatment, and future outlook. Plast. Reconstr. Surg. – Glob. Open. 2019 Aug;7(8).
2. Vasiliadis AV, Itsiopoulos I. Trigger finger: an atraumatic medical phenomenon. j. hand surg. Asian-Pac. vol. 2017 Jun;22(02):188-93.
3. Jeffrey A Sparks, Rheumatoid Arthritis. Ann. Intern. Med. 2019 Jan 1;170(1).
4. Rindfleisch AJ, Muller D. Diagnosis and management of rheumatoid arthritis. Am Fam Physician. 2005 Sep 15;72(6):1037-47.
5. Frank C, Edworthy SM, Bloch DA, et al. The American Rheumatism Association 1987 Revised Criteria for the classification of Rheumatoid arthritis. Arthritis Rheum. 1988 Mar;31(3):315-24.




