คุณเคยรู้จัก ภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง (Arterial stiffness) หรือไม่?

มารู้จักหลอดเลือดแดงกันเถอะ
หลอดเลือดแดงเป็นอวัยวะสำคัญซึ่งทำหน้าที่ลําเลียงเลือดที่มีปริมาณออกซิเจนสูงและสารอาหารที่สำคัญ ออกจากหัวใจไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หลอดเลือดแดงที่ปกติจะมีความยืดหยุ่นสูงและมีผนังหนาถึง 3 ชั้น เพื่อให้มีความทนทานต่อแรงดันเลือดที่ออกจากหัวใจ โดยหลอดเลือดแดงจะขยายตัวในขณะที่หัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัวและหดตัวกลับเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายคลายตัว (รูปที่ 1)
รูปที่ 1 แสดงการทำงานของหลอดเลือดแดงขณะหัวใจบีบตัวและคลายตัว
ภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง คืออะไร?
ภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง (Arterial stiffness) คือภาวะที่ผนังหลอดเลือดแดงสูญเสียความยืดหยุ่นไป ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาตามปกติที่สามารถเกิดได้ในทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้น จะส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ ในภาวะปกติเมื่อหัวใจบีบตัว หลอดเลือดแดงจะมีการขยายตัวเพื่อลดความดันจากการบีบตัวของหัวใจและรับเลือดที่ส่งออกจากหัวใจห้องล่างซ้าย แต่ในภาวะที่มีการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงเมื่อหัวใจบีบตัว หลอดเลือดแดงจะขยายตัวได้น้อยลงส่งผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจจะทำงานหนักขึ้น (1)
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง (Arterial stiffness)
– อายุ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง มีการศึกษาในปี พ.ศ. 2562 พบว่าประชากรไทยสุขภาพดีที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปทั้งเพศหญิงและเพศชาย มีภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงที่สูงขึ้นมากกว่าช่วงอายุอื่น (2)
– โรคประจำตัว อันได้แก่ โรคเบาหวาน, โรคไขมันในเลือดสูง, โรคความดันโลหิตสูงและโรคอ้วน เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงโดยจะส่งผลต่อเซลล์เยื่อบุบริเวณผนังหลอดเลือดแดงชั้นในทำให้สูญเสียความยืดหยุ่นและมีความแข็งตัวมากขึ้น (3)
เมื่อเกิดภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
การตรวจพบความแข็งตัวของหลอดเลือดที่เกินกว่าค่ามาตรฐานของแต่ละช่วงอายุสามารถเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต (4) ปัจจุบันประเทศไทยมีรายงานอัตราการนอนโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่พบได้บ่อยคือ โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease) และโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) (5)
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เรามีภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงหรือไม่?
เราสามารถตรวจความแข็งตัวของหลอดเลือดแดง (Arterial stiffness) ได้เป็นวิธีการตรวจที่ง่าย มีความแม่นยำและกระบวนการตรวจไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ (Non-invasive technique) ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบันทั้งสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคทางคลินิกและการวิจัย โดยใช้เครื่องตรวจสภาพการไหลเวียนของหลอดเลือดแดง (Vascular Screening Device) (รูปที่ 2) วัดจากค่าความเร็วคลื่นชีพจรที่ผ่านหลอดเลือด (Pulse wave velocity: PWV) ซึ่งค่านี้จะใช้ในการประเมินอายุและความแข็งตัวของหลอดเลือดแดง (6)
รูปที่ 2 แสดงการตรวจความแข็งตัวของหลอดเลือด โดยใช้เครื่องตรวจสภาพการไหลเวียนของหลอดเลือดแดง
(Vascular Screening Device)
ปัจจุบันการตรวจวัดภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง (Arterial stiffness) มีประโยชน์อย่างยิ่ง สามารถใช้เป็นการประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ตั้งแต่ระยะแรก เป็นผลดีต่อการวางแผนการรักษาโรคประจำตัวต่าง ๆ เพื่อยับยั้งกระบวนการทำลายหลอดเลือด เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหลอดเลือด เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต
เราจะสามารถป้องกันหรือลดภาวะนี้ได้อย่างไร?
เราสามารถทำให้ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดแดงดีขึ้นและป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ดังคำแนะนำต่อไปนี้
- การลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วน เกณฑ์การวินิจฉัยโรคอ้วนจะประเมินจากดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอว โดยดัชนีมวลกาย (Body mass index) ค่าปกติของคนเอเชียไม่ควรเกิน 18.5 – 23 kg/m2 เส้นรอบเอวในเพศชายไม่ควรเกิน 90 cm และเพศหญิงไม่ควรเกิน 80 cm
- การควบคุมระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โดยปกติความดันโลหิตไม่ควรเกิน 140/90 mmHg หากมากกว่าจะถือว่าเป็นภาวะความดันโลหิตสูง
- การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน โดยปกติระดับน้ำตาลในเลือดจะดูจากผลการตรวจเลือดโดยค่าน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร 8 ชั่วโมงในผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมไม่ให้เกิน 130 mg/dl
- การออกกำลังกายแบบแอโรบิก มีการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ ที่ระดับความเหนื่อยปานกลาง จะช่วยลดค่าความแข็งตัวของหลอดเลือดแดงได้ ยกตัวอย่างเช่น การเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก เป็นต้น (7)
นอกจากนี้การออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ ยังสามารถช่วยควบคุมน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วน โดยจะช่วยลดไขมันสะสมในช่องท้องและชั้นใต้ผิวหนัง ช่วยความคุมความดันโลหิตได้จากการที่หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นขึ้นส่งผลให้หัวใจจะทำงานได้ดีขึ้นและช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย โดยเมื่อเราออกกำลังกาย การทำงานของฮอร์โมนอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนในการเก็บน้ำตาลในเลือดไปสะสมเป็นพลังงานให้ร่างกายจะทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงนั่นเอง
เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถมีหลอดเลือดที่ดี มีความยืดหยุ่นช่วยประคับประคองไม่ให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานหนัก อันจะส่งผลให้คุณมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป อย่าลืมชวนคนที่คุณรักมาดูแลสุขภาพหลอดเลือดด้วยกันนะคะ
เรียบเรียงโดย กภ. สรินดา ศาตะมาน
เอกสารอ้างอิง
- Mozos I, Malainer C, Horbanczuk J, Gug C, Stoian D, Luca CT, et al. Inflammatory markers for arterial atiffness in cardiovascular diseases. Front Immunol. 2017;8:1058.
- Chaiprom K, Sangartit W, Pasurivong O, Kukongviriyapan V, Boonsawat W, Srithawong A, et al. Assessment of central arterial stiffness in healthy Thais by non-invasive technique. Srinagarind Med J. 2019;34:435-441.
- Lopes-Vicente WRP, Rodrigues S, Cepeda FX, Jordao CP, Costa-Hong V, Dutra-Marques ACB, et al. Arterial stiffness and its association with clustering of metabolic syndrome risk factors. Diabetol Metab Syndr. 2017;9:87.
- Ohkuma T, Ninomiya T, Tomiyama H, Kario K, Hoshide S, Kita Y, et al. Brachial-Ankle pulse wave velocity and the risk prediction of cardiovascular disease an individual participant Data Meta-Analysis. Hypertension. 2017;69:1045-1052.
- Inthavong R, Khatab K, Whitfield M, Collins K, Ismail M, Raheem M. The impact of risk factors reduction scenarios on hospital admissions, disability-adjusted life years and the hospitalisation cost of cardiovascular disease in Thailand. OALib Journal. 2020;7:e6160.
- Ato D. Pitfalls in the ankle-brachial index and brachial-ankle pulse wave velocity. Vasc Health Risk Manag. 2018;14:41-62.
- Shibata S, Fujimoto N, Hastings JL, Carrick-Ranson G, Bhella PS, Hearon CM, et al. The effect of lifelong exercise frequency on arterial stiffness. J Physiol. 2018;596: 2783-2795.






