กิจกรรมส่งเสริมทักษะด้านสมาธิ หรือช่วงความสนใจจดจ่อ เมื่อหนู ๆ ต้องอยู่ที่บ้าน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID -19) ในประเทศไทย ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศให้การระบาดของโรคดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ และประเทศไทยได้ประกาศให้ เป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติ โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 (9) ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงมีนโยบายให้ประชาชนอยู่บ้าน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ผู้ปกครองบางรายต้องทำงานอยู่ที่บ้าน รวมถึงเด็ก ๆ ที่ต้องหยุดเรียน ส่งผลให้มีเวลาอยู่บ้านร่วมกับผู้ปกครองมากขึ้น ดังนั้น เมื่อผู้ปกครองมีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น การใช้เวลาว่างเพื่อจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะต่าง ๆ ของเด็กขณะอยู่ที่บ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะสามารถช่วยให้เด็กทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างสมวัย ซึ่งทักษะหนึ่งที่นับเป็นพื้นฐานของการฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ก็คือ ทักษะด้านสมาธิ หรือช่วงความสนใจจดจ่อในการทำกิจกรรมนั่นเอง
ทักษะด้านสมาธิ หรือช่วงความสนใจจดจ่อในการทำกิจกรรม เป็นความสามารถที่เด็กจดจ่อกับกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตลอดช่วง ในระยะเวลาที่เหมาะสม นับเป็นความสามารถพื้นฐาน ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทักษะทุกด้านในการดำเนินชีวิต หากเกิดความบกพร่องในทักษะนี้ จะส่งผลให้เกิดการขัดขวางต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อาจมีผลโดยตรงต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และความจำ โดยในบางครั้งเด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้ และความจำ อาจเป็นผลมาจากปัญหาการขาดสมาธิ หรือช่วงความสนใจจดจ่อก็ได้ โดยผู้ปกครองอาจจะต้องมีการสังเกตเด็กขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ หากเด็กไม่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้สำเร็จตามเป้าหมายด้วยตนเอง อาจเป็นสัญญาณหนึ่งของความบกพร่องของทักษะในด้านนี้ (7) ดังนั้น ในสถานการณ์ที่เด็ก ๆ และผู้ปกครอง มีเวลาอยู่ที่บ้านร่วมกันมากขึ้น การแบ่งเวลา ชวนเด็ก ๆ ทำกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมาธิ หรือช่วงความสนใจจดจ่อ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ และสามารถทำได้ในบริบทที่บ้าน
แน่นอนว่ากิจกรรมที่ผู้ปกครองสามารถเลือกใช้ เพื่อส่งเสริมทักษะด้านสมาธิ หรือช่วงความสนใจจดจ่อ ในสถานการณ์ที่เด็ก ๆ ต้องหยุดอยู่บ้านเช่นนี้ จำเป็นต้องเป็นต้องเป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้ที่บ้าน โดยกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมทักษะด้านสมาธิ หรือช่วงความสนใจจดจ่อ ที่แนะนำมีดังนี้
- กิจกรรมออกกำลังกาย
โดยทั่วไปหากเป็นสถานการณ์ปกติ เด็กสามารถออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกบ้านได้ เช่น ไปโรงเรียน เล่นสนามเด็กเล่น วิ่งเล่นกับเพื่อน ออกไปซื้อของกับผู้ปกครอง เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ ที่เด็กทำในแต่ละวัน ล้วนแต่มีการได้เคลื่อนไหวร่างกายทั้งสิ้น แต่ในสถานการณ์ที่ต้องหยุดอยู่บ้าน กิจกรรมการเคลื่อนไหวของเด็กส่วนใหญ่ลดน้อยลง ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหว หรือการออกกำลังกายสำหรับเด็กนับเป็นสิ่งสำคัญ โดยจากการศึกษาพบว่า การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หรือการออกกำลังกายที่เน้นการกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตระบบเผาผลาญ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรง มีผลทำให้เด็กสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการควบคุมสมาธิ หรือช่วงความสนใจจดจ่อในการทำกิจกรรมได้นานยิ่งขึ้น (2, 5) กล่าวคือเมื่อเด็กมีโอกาสในการปลดปล่อยพลังงานอย่างเหมาะสม เด็กจะมีระดับความตื่นตัวที่เหมาะสม และมีความพร้อมในการจดจ่อกับกิจกรรมมากขึ้น
ตัวอย่างกิจกรรมการออกกำลังกายที่สามารถทำได้บริเวณบ้าน ได้แก่ ปั่นจักรยาน วิ่ง เดิน เต้นแอโรบิคหรือการช่วยทำงานบ้านที่ต้องใช้ระยะเวลานาน และได้ออกแรง เช่น ถูพื้น ช่วยยกของ เป็นต้น
- กิจกรรมทำงานบ้าน
เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ผู้ปกครองสามารถชวนเด็ก ๆ ทำได้ขณะอยู่ที่บ้าน โดยอาจต้องคำนึงถึงระดับความสามารถของเด็กเป็นสำคัญ ในเด็กเล็กผู้ปกครองอาจต้องทำไปพร้อมกัน เพื่อเป็นการฝึกฝนทักษะ และแนะนำวิธีการที่เหมาะสมแก่เด็ก เมื่อเด็กโตขึ้น ผู้ปกครองอาจมอบหมายการทำงานบ้านง่าย ๆ ให้เด็กรับผิดชอบ เนื่องจากการทำงานบ้านแต่ละประเภท มีขั้นตอน และวิธีการแตกต่างกันออกไป ดังนั้นเด็ก ๆ จึงจำเป็นต้องใช้สมาธิ และความสนใจจดจ่อกับกิจกรรม เพื่อให้งานนั้น ๆ สำเร็จ นับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยฝึกทักษะด้านสมาธิ และช่วงความสนใจจดจ่อ นอกจากนี้ ยังเป็นการฝึกความรับผิดชอบ ความมั่นใจ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รวมถึงการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันอีกด้วย
ตัวอย่างกิจกรรมงานบ้าน ได้แก่ การเก็บที่นอน กวาดบ้าน ถูบ้าน ทิ้งขยะ เติมน้ำในตู้เย็น ล้างจาน ซักผ้า เป็นต้น
- กิจกรรมทำอาหาร
ผู้ปกครองอาจใช้โอกาสในการเตรียมทำอาหารในแต่ละมื้อ ชักชวนเด็ก ๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมได้ โดยอาจมอบหมายขั้นตอนง่าย ๆ ให้เด็กเล็กทำ ในเด็กโตผู้ปกครองอาจมอบหมายในขั้นตอนที่ยากมากขึ้น โดยเน้นกระตุ้นที่กระบวนการในการทำในสิ่งที่เด็กได้รับมอบหมาย เพื่อให้เด็กสามารถคงช่วงความสนใจจดจ่ออย่างต่อเนื่องจนจบกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมการทำอาหารมักเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เด็ก ๆ ชอบ และให้ความสนใจ ดังนั้นจึงเป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับการฝึกทักษะด้านสมาธิ หรือช่วงความสนใจจดจ่อ ขณะอยู่ที่บ้านได้
ตัวอย่างกิจกรรมทำอาหาร ได้แก่ การให้เด็กเล็กช่วยเด็ดผัก ช่วยล้างผัก ช่วยหยิบวัตถุดิบจากตู้เย็น ช่วยตอกไข่ ให้เด็กโตช่วยหั่นผัก ช่วยหุงข้าว และหากเด็กเริ่มมีความชำนาญ ผู้ปกครองอาจสอนให้เด็กทำเมนูอาหารง่าย ๆ ด้วยตนเอง เป็นต้น
- กิจกรรมเล่นเกมเสริมทักษะ
ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญกับเด็กมากขึ้น การเล่นเกมกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันสำหรับเด็กอย่างหลีกหนีไม่ได้ โดยส่วนใหญ่เด็กสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นดาบสองคม ที่หากใช้อย่างเหมาะสมก็จะเป็นประโยชน์ และหากใช้อย่างไม่เหมาะสมก็อาจเกิดโทษได้เช่นกัน ดังนั้นผู้ปกครองควรให้ความสำคัญกับการเลือกสื่อแก่เด็ก โดยจากการศึกษาพบว่า การให้เด็กเล่นเกมที่ส่งเสริมด้านการเรียนรู้ จะสามารถช่วยให้เด็กมีสมาธิ และมีช่วงความสนใจจดจ่อในการทำกิจกรรมที่นานขึ้น โดยผู้ปกครองต้องมีการกำหนดระยะเวลาในการเล่นให้เหมาะสม คอยให้คำแนะนำ และอาจต้องกระตุ้นให้เด็กมีโอกาสทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีความหลากหลาย (1, 3) นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่า การเล่นเกมกระดาน ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง ที่สามารถช่วยส่งเสริมทักษะด้านสมาธิ และช่วงความสนใจจดจ่อได้ (4) โดยผู้ปกครองและเด็ก ๆ สามารถเล่นร่วมกันได้ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมทักษะด้านการรอคอย การแบ่งปัน การรู้แพ้รู้ชนะ รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกด้วย
ตัวอย่างกิจกรรมเกมเสริมทักษะ ที่สามารถส่งเสริมได้ที่บ้าน ได้แก่ เกมทายตัวเลข ทายตัวอักษร ทายภาพ หาภาพที่แตกต่างกัน เขาวงกต หรือเกมกระดาน เช่น ตึกถล่ม โดมิโน บันไดงู เกมเศรษฐี เป็นต้น
- กิจกรรมงานประดิษฐ์ และงานศิลปะ
กิจกรรมงานประดิษฐ์ และงานศิลปะ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ส่วนใหญ่เด็ก ๆ มักมีโอกาสได้ทำในคาบเรียน เพื่อเก็บคะแนน ที่เป็นส่วนหนึ่งในรายวิชาเท่านั้น โดยในบางครั้งผู้ปกครองเองก็อาจมองข้าม ประโยชน์ของกิจกรรมเหล่านี้ไป โดยถ้าหากวิเคราะห์ประโยชน์จากกิจกรรมเหล่านี้ พบว่า ในการทำงานประดิษฐ์ หรืองานศิลปะนั้น มีขั้นตอนในการทำที่หลากหลาย เด็กต้องใช้ทักษะด้านสมาธิ และความสนใจจดจ่อค่อนข้างสูง จึงจะสามารถทำงานเหล่านั้นให้สำเร็จได้ นับเป็นหนึ่งกิจกรรมที่สามารถนำมาใช้ในการส่งเสริมทักษะด้านสมาธิ และความสนใจจดจ่อแก่เด็กได้ (6, 8) โดยขณะอยู่ที่บ้านผู้ปกครองอาจเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับเด็ก เพื่อให้เกิดความสนุกสนานมากขึ้น และนอกจากเป็นกิจกรรมที่ได้ฝึกสมาธิแล้ว ยังเป็นการฝึกทักษะด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก การทำตามขั้นตอน ความอดทน การทำงานประสานกันของมือและตา หากทำร่วมกันกับผู้อื่น สามารถส่งเสริมทักษะในการเข้าสังคมได้อีกด้วย
ตัวอย่างกิจกรรมงานประดิษฐ์ และงานศิลปะ ที่สามารถทำได้ที่บ้าน ได้แก่ การประดิษฐ์ตุ๊กตาจากแกนกระดาษทิชชู่ กล่องใส่ดินสอจากขวดน้ำ หุ่นมือจากกล่องขนม การทำภาพปะติดจากกระดาษเหลือใช้ พิมพ์ภาพจากก้านผัก และกิจกรรมเป่าสี เป็นต้น
กิจกรรมข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างประกอบ เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจหลักการของกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมทักษะด้านสมาธิ หรือการจดจ่อกับกิจกรรมมากขึ้น โดยผู้ปกครองสามารถประยุกต์กิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามความเหมาะสม ตามบริบทของที่บ้าน และอย่าลืมว่า การส่งเสริมทักษะในด้านต่าง ๆ ของเด็กอย่างเหมาะสม และถูกวิธี จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่สมวัย และพร้อมสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้มากขึ้น
เรียบเรียงโดย ก.บ. ธราดล รอดแก้ว
เอกสารอ้างอิง
- Alabdulakareem E, Jamjoom M. Computer-assisted learning for improving ADHD individuals’ executive functions through gamified interventions: a review. Entertaine Comput. 2020; 33: 1-8.
- Den Heijer AE, Groen Y, Tucha L, Fuermaier AB, Koerts J, Lange KW, et al. Sweat it out? The effects of physical exercise on cognition and behavior in children and adults with ADHD: a systematic literature review. J Neural Transm. 2016; 124: 3-26.
- Raniyah Q, Syamsudin A. Centered concentration for ADHD children via educational game. Atlantis Press. 2018; 296: 422-6.
- Reamkidkarn K, Chumchua V. Impact of family card board game to increase attention and reduce inattention, impulsivity and hyperactivity in children with ADHD. J Psychiatr Assoc Thailand. 2019; 64(3): 217-34.
- Schoenfelder E, Sasser T, Stein M. Physical exercise in the management of attention deficit/hyperactive disorder. In: Noordsy D. Lifestyle psychiatry. 1st United States of America: American Psychiatric Association Publishing; 2019. p. 141-52.
- Somtu N. Development of meditation for children with ADHD. JAM. 2019; 3(2): 83-90.
- Stone M. Measuring attention span. In: Stone M. Knox’s cube test revised a manual for clinical and experimental uses. 1st United State of America: Stoelting; 2002. p. 24-30.
- Wetwichanan W, Chanvirat W. The use of art activity to develop attention on work of children with learning disabilities and ADHD. RPU Journal. 2019; 17(2): 88-94.
- กรมควบคุมโรค [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค; 2008 [วันที่อ้างถึง 5 พฤษภาคม 2563]. ที่มา: https://ddc.moph.go.th/dla/news.php?news=11826&deptcode=dla












