การออกกำลังกายป้องกันภาวะเอ็นร้อยหวายอักเสบ
ในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่เริ่มมีอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อ หรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งมักเกิดจากปัญหาทางระบบกระดูก และกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่มีความเร่งรีบในการทำงาน ทำให้รูปแบบการเดินมีความเร็วและการลงน้ำหนักในแต่ละก้าวรุนแรงมากขึ้น รวมไปถึงระยะเวลาในการยืนการเดินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างบริเวณข้อเท้าต้องรับภาระเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะเอ็นร้อยหวาย (achilles tendon) ซึ่งเป็นเส้นเอ็นขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย เชื่อมต่อระหว่างกล้ามเนื้อน่อง (gastrosoleus muscles) กับกระดูกส้นเท้า (calcaneus bone) ทำหน้าที่ในการรับแรงกระแทกจากการลงน้ำหนัก (mechanical loading) ขณะเดิน วิ่ง หรือกระโดด เมื่อเอ็นได้รับแรงกระแทกบ่อยครั้ง ส่งผลทำให้เกิดภาวะเอ็นร้อยหวายอักเสบ (achilles tendinitis) ตามมาได้ (1)
เอ็นร้อยหวายอักเสบ เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัย แต่พบได้มากในช่วงอายุ 30-50 ปี โดยมักจะเกิดกับผู้ที่มีกิจกรรมการลงน้ำหนักที่เท้าบ่อย ๆ เช่น นักกีฬาวิ่งมาราธอน หรือในทางตรงกันข้ามก็สามารถพบในผู้คนที่ใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง (sedentary people) ได้เช่นกัน สาเหตุหลักของการเกิดเอ็นร้อยหวายอักเสบมักมาจากการลงน้ำหนักที่เท้าซ้ำ ๆ ทำให้เกิดแรงเสียดสี (shearing force) และแรงเค้น (stress) บริเวณเอ็นร้อยหวายมากเกินไป เช่น การทำงานบ้านติดต่อกันโดยไม่มีเวลาพัก, การวิ่งที่เพิ่มระยะเวลา หรือความเร็วที่มากขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงทิศทางการวิ่งอย่างรวดเร็ว โดยขาดการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมก่อน, กีฬาที่ต้องใช้ทักษะการเบรก หรือหยุดกะทันหัน เช่น กีฬากระโดดไกล (long jump), เทนนิส (tennis) หรือแบดมินตัน (badminton) ที่มีการหยุดการเคลื่อนไหวด้วยองศาของข้อเท้าที่สูงเกินไป (high breaking ankle angle), การวิ่งบนพื้นที่นิ่มเกินไป เช่น บนพื้นทราย, การขาดการยืดเหยียดก่อนและหลังการออกกำลังกาย (warm-up and cool-down) รวมไปถึงความแข็งแรง และความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อน่องไม่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดความเครียด และแรงกระทำต่อเอ็นร้อยหวาย เป็นปัจจัยเสี่ยงของการบาดเจ็บได้ (2,3)
เมื่อเกิดการอักเสบ (inflammation) ที่บริเวณเอ็นร้อยหวายมักจะมีอาการเจ็บปวด (pain), อาการบวม (swelling), สีผิวที่เปลี่ยนไปเป็นสีแดง (redness) มากขึ้น หรืออุณหภูมิ (heat) ที่สูงขึ้นบริเวณด้านหลังส้นเท้า และส่งผลกระทบกับการเดิน หรือยืนลงน้ำหนัก ถ้ามีอาการอักเสบรุนแรงเฉียบพลันอาจจะทำให้ปวดมาก จนทำให้เดินลงน้ำหนักไม่ได้ อาการมักเป็นหลังจากไม่ได้ลงน้ำหนักที่เท้าเป็นเวลานาน เช่นช่วงตื่นนอนตอนเช้า หรือลุกขึ้นยืนหลังจากนั่งเป็นเวลานาน และจะดีขึ้นเมื่อเดินไปสักพักหนึ่ง แต่เมื่อเดินนาน ๆ ก็จะเริ่มปวดอีก หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม เมื่อเวลาผ่านไปก็จะเข้าสู่ภาวะปวดเรื้อรัง (chronic pain) ซึ่งจะมีการสร้างพังผืดบริเวณโดยรอบเอ็นร้อยหวายให้หนาตัวขึ้น (tendon thickening) ทำให้การส่งผ่านแรงในการลงน้ำหนักของข้อเท้า (force transfer) ไม่มีประสิทธิภาพ ความแข็งแรง (strength) และความทนทาน (endurance) ของเอ็นลดลง ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อน่องที่มีจุดเกาะปลายเป็นเอ็นร้อยหวายดังกล่าวอ่อนแรงลงเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังทำให้สายใยคอลลาเจน (collagen fibril) ของเอ็นบางลง และจัดเรียงตัวกันไม่เหมาะสม (disorganization) ทำให้การส่งผ่านแรงไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลจากกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง (healing process) ที่ขาดการดูแลอย่างเหมาะสม ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ที่มีอาการเอ็นร้อยหวายอักเสบไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ต้องมีการยืนหรือเดินได้อย่างเต็มที่ และลดการเข้าร่วมกิจกรรมนั้น ๆ ลง ส่งผลให้คุณภาพชีวิตแย่ลงได้ (4,5)
การรักษาเอ็นร้อยหวายอักเสบที่เหมาะสมควรพิจารณาจากระยะของการบาดเจ็บ โดยในระยะเฉียบพลัน (acute inflammation) คือ ภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังเกิดอาการปวด หรือมีสัญญาณของอาการอักเสบเกิดขึ้น ให้นำแผ่นประคบเย็น (cool pack) พันรอบส้นเท้าร่วมกับการใช้ผ้าพันยืดหยุ่น (elastic bandage) พันให้แผ่นประคบเย็นกระชับไปกับส้นเท้าครั้งละประมาณ 15-20 นาที ทั้งนี้ควรระมัดระวังการใช้ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, โรคหลอดเลือดส่วนปลายผิดปกติ หรือโรคแพ้ความเย็น (specific cold sensitivity) และขณะที่ประคบเย็นให้จัดท่าให้ส้นเท้าวางสูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อให้ของเสีย หรือสารอักเสบ (inflammatory fluid) ถ่ายเทของเสียกลับสู่หัวใจ ส่งผลทำให้อาการปวดบวมอักเสบลดลงได้ รวมไปถึงหากมีอาการบาดเจ็บมาก ควรจะหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักในเท้าข้างที่เจ็บโดยไม่จำเป็นสักระยะหนึ่ง (6)
ส่วนการรักษาเอ็นร้อยหวายอักเสบเมื่อพ้นระยะเฉียบพลันแล้ว ควรเริ่มทำการออกกำลังเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของเอ็นร้อยหวาย โดยการออกกำลังที่พอดี คือ ทำแล้วไม่มีอาการเจ็บ หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ ทั้งระหว่างและภายหลังจากการทำ อย่างไรก็ตามในบางรายที่อาการไม่ดีขึ้น หรืออาจมีสาเหตุเชื่อมโยงจากโครงสร้างอื่น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อตรวจประเมินโดยละเอียดเพื่อการดูแลปัญหาได้อย่างเหมาะสม
ในส่วนของผู้ที่ยังไม่มีอาการบาดเจ็บ หรือผู้ที่หายจากอาการบาดเจ็บแล้ว ควรจะมีการออกกำลังเพื่อป้องกันอาการอักเสบของเอ็นร้อยหวายด้วย เนื่องจากสาเหตุของการบาดเจ็บส่วนใหญ่มาจากการทำกิจกรรมที่มีการลงน้ำหนัก ซึ่งอยู่ในกิจวัตรประจำวันของทุกคนอยู่แล้ว หากไม่มีการปรับเปลี่ยนการใช้งานหรือเพิ่มการดูแลเอ็นร้อยหวายอย่างเพียงพอ ก็สามารถเกิดการบาดเจ็บ และอักเสบได้อีก ซึ่งรายละเอียดของการออกกำลังเพื่อป้องกันเอ็นร้อยหวายเบื้องต้นมีดังนี้
การออกกำลังกายเพื่อป้องกันเอ็นร้อยหวายอักเสบ แบ่งออกเป็น
- การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อน่อง (stretching exercises of gastrosoleus muscle) โดยจะใช้ยืดกล้ามเนื้อประจำวัน หรือใช้ยืดก่อน และหลังการออกกำลังกาย
1.1 การยืดกล้ามเนื้อน่องชั้นตื้น gastrocnemius muscle</ย>
- เริ่มต้นให้ผู้ป่วยยืนหันหน้าเข้าหากำแพง นำมือทั้ง 2 ข้างจับกำแพงเพื่อป้องกันการเสียการทรงตัว พร้อมก้าวขาข้างที่ต้องการยืดกล้ามเนื้อไปทางด้านหลัง
- ต่อมาให้นำขาอีกข้างก้าวไปทางด้านหน้าลำตัว พร้อมทั้งงอเข่า และโน้มลำตัวไปด้านหน้า เพื่อยืดกล้ามเนื้อน่องบริเวณขาด้านหลัง พร้อมเกร็งเหยียดเข่าด้านหลังเล็กน้อย โดยยืดกล้ามเนื้อค้างไว้นาน 20-30 วินาทีต่อครั้ง ทำ 3 ครั้งต่อรอบ ทำทั้งหมด 5 รอบต่อวัน
1.2 การยืดกล้ามเนื้อน่องชั้นลึก soleus muscle
– ขั้นตอนคล้ายกับการยืดกล้ามเนื้อ gastrocnemius muscle ต่างกันโดยให้ผู้ป่วยงอเข่าเล็กน้อย ในขาที่อยู่ด้านหลังที่ต้องการยืดกล้ามเนื้อ
ข้อควรระมัดระวังในการออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อน่อง
- ขณะที่ทำการยืดกล้ามเนื้อควรระมัดระวังการก้มหลัง โดยให้โน้มลำตัวจากการงอสะโพก เพื่อให้หลังเหยียดตรง และระมัดระวังไม่ให้ส้นเท้าด้านหลังยกขึ้นจากพื้น เนื่องจากออกแรงยืดกล้ามเนื้อมากจนเกินไป
- ระมัดระวังการแอ่นหลังส่วนเอว โดยเฉพาะผู้ที่มีความตึงตัวน่องสูงซึ่งมักจะมีปัญหาหลังแอ่นและปวดหลังอยู่บ้างแล้ว การแอ่นหลังขณะยืดกล้ามเนื้อน่องอาจทำให้เกิดอาการปวดหลังเพิ่มขึ้นได้ โดยขณะยืดกล้ามเนื้อควรให้ลำตัวอยู่ในแนวเดียวกับสะโพก ไม่ก้มและไม่แอ่นหลัง และระมัดระวังไม่ให้ส้นเท้าลอยพ้นพื้น
- ขณะที่ยืดกล้ามเนื้อควรจะรู้สึกเพียงความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ถ้าหากมีอาการเจ็บ หรืออาการชา ให้ถอยขาด้านหน้าเข้าหาลำตัวมากขึ้นเพื่อลดความรุนแรงในการยืด หรือควรหยุดทำ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ (7)
รูปที่ 1: การออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อน่อง (กล้ามเนื้อน่องชั้นตื้น: เข่าด้านหลังเหยียดตรง กล้ามเนื้อน่องชั้นลึก: เข่าด้านหลังงอเล็กน้อย)
- การออกกำลังกายแบบยืดยาวออก (eccentric exercise) ของกล้ามเนื้อน่อง เป็นการออกกำลังที่ปล่อยให้กล้ามเนื้อค่อย ๆ ยืดยาวออกภายหลังการหดตัวของกล้ามเนื้อจากแรงโน้มถ่วงของโลก หรือแรงภายนอก เช่น น้ำหนักที่ใส่เพิ่มเข้าไป การออกกำลังกายชนิดนี้ส่งเสริมให้การทำงานระหว่างกล้ามเนื้อ (muscle) และเอ็นกล้ามเนื้อ (tendon) มีประสิทธิภาพมากขึ้น, เพิ่มความแข็งแรง และความทนทานของกล้ามเนื้อ, ลดอาการล้า (fatigue) จากการหดตัวของกล้ามเนื้อ และยังมีส่วนช่วยให้เอ็นรองรับแรงกระแทก และป้องกันอาการบาดเจ็บได้ดียิ่งขึ้น (8)
2.1 การออกกำลังกายแบบยืดยาวออก (eccentric exercise) ของกล้ามเนื้อน่องชั้นลึก
- เริ่มต้นให้ผู้ป่วยยืนบนขั้นบันได โดยให้ยืนลงน้ำหนักครึ่งนึงของฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้าง และนำมือจับราวบันไดเพื่อความปลอดภัย
- ต่อมาให้ผู้ป่วยเหยียดปลายเท้าขึ้นทั้ง 2 ข้าง หลังจากนั้นให้งอเข่าข้างที่ไม่มีอาการเจ็บไปด้านหลัง เข่าด้านหลังเหยียดตรงตลอดเวลา และค่อย ๆ ลดการเหยียดปลายเท้าข้างที่มีอาการบาดเจ็บลงอย่างช้า ๆ พร้อมหย่อนส้นเท้าให้มีระดับต่ำกว่าเท้าด้านหน้า (forefoot) โดยเท้าข้างที่บาดเจ็บจะลงน้ำหนักที่บริเวณเท้าด้านหน้า หลังจากนั้นให้นำขาข้างที่ไม่มีอาการบาดเจ็บวางบนขั้นบันไดเพื่อพยุงลำตัว และขาอีกข้างกลับสู่ท่าปกติ ทำซ้ำ 10 ครั้งต่อรอบ ทำ 3 รอบต่อวัน
2.2 การออกกำลังกายแบบยืดยาวออก (eccentric exercise) ของกล้ามเนื้อน่องชั้นตื้น
- ขั้นตอนคล้ายกับกล้ามเนื้อน่องชั้นลึก แตกต่างกันในเข่าข้างที่มีอาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวาย โดยให้ผู้ป่วยงอเข่าด้านหลังเล็กน้อยขณะที่หย่อนส้นเท้าลงด้านล่าง
ข้อควรระมัดระวังในการออกกำลังกาย eccentric exercise ของกล้ามเนื้อน่อง
- ในขณะออกกำลังกายควรใช้มืออย่างน้อยข้างหนึ่งจับราวบันได เพื่อป้องกันการล้ม และมีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือในผู้ที่มีความเสี่ยงในการล้ม หรือผู้สูงอายุ
- ในขณะทำไม่ควรมีอาการปวด หรือมีระดับความปวดอย่างน้อยไม่มากกว่า 3 จาก 10 คะแนน (9)
รูปที่ 2,3,4 การออกกำลังกายแบบยืดยาวออกของกล้ามเนื้อน่อง
ในการออกกำลังกายทุกประเภท ควรระลึกเสมอว่าต้องทำให้ท่าให้ถูกต้อง ในปริมาณที่เหมาะสม จึงจะมีประสิทธิภาพ และสิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยขณะทำ หากไม่มั่นใจให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
เรียบเรียงโดย กภ. บุริศร์ ผาสุกสมิต
References
- Longo UG, Ronga M, Maffulli N. Achilles tendinopathy. Sports Med. Arthrosc. Rev. 2018;26(1):16-30.
- Lopes AD, Hespanhol LC, Yeung SS, Costa LO. What are the main running-related musculoskeletal injuries?. Sports Med. 2012;42(10):891-905.
- Lorimer AV, Hume PA. Stiffness as a risk factor for achilles tendon injury in running athletes. Sports Med. 2016;46(12):1921-38.
- Cassel M, Baur H, Hirschmüller A, Carlsohn A, Fröhlich K, Mayer F. Prevalence of A chilles and patellar tendinopathy and their association to intratendinous changes in adolescent athletes. Scand J Med Sci Sports. 2015;25(3):e310-8.
- Nuri L, Obst SJ, Newsham-West R, Barrett RS. The tendinopathic Achilles tendon does not remain iso-volumetric upon repeated loading: insights from 3D ultrasound. J. Exp. Biol. 2017;220(17):3053-61.
- Ivins DJ. Acute ankle sprain: an update. Am Fam Physician. 2006;74(10):1714-20.
- Macklin K, Healy A, Chockalingam N. The effect of calf muscle stretching exercises on ankle joint dorsiflexion and dynamic foot pressures, force and related temporal parameters. Foot. 2012;22(1):10-7.
- Hody S, Croisier JL, Bury T, Rogister B, Leprince P. Eccentric muscle contractions: risks and benefits. Front Physiol. 2019;10:536.
- Habets B, Van Cingel RE. Eccentric exercise training in chronic mid‐portion A chilles tendinopathy: A systematic review on different protocols. Scand J Med Sci Sports. 2015;25(1):3-15.






