เล่นอย่างไรให้เหมาะกับวัย

เมื่อพูดถึงเด็ก สิ่งแรก ๆ ที่เรามักจะนึกถึงก็คือการเล่น (play) ซึ่งเป็นกิจกรรมทางกายที่เด็กชอบทำและมีส่วนร่วม อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้มีพัฒนาการที่ดีในทุก ๆ ด้าน โดยการเล่นนั้นเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของเด็ก มาจากแรงจูงใจภายในตัวเด็กเองและความต้องการที่จะสำรวจหรือตอบสนองกับสิ่งแวดล้อม เด็กจะใช้การเล่นเป็นสื่อกลางทำให้เกิดการพัฒนาทั้งทางร่างกายและจิตใจ (1)
การเล่นเป็นกิจกรรมที่สำคัญสำหรับเด็กทุกคน เป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็ก ๆ เกิดกระบวนการการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ด้านการเคลื่อนไหว ความคิดความเข้าใจ ภาษา การสื่อสาร หรือว่าจะเป็นทักษะด้านสังคม โดยในที่นี้จะพูดถึงพัฒนาการและตัวอย่างการเล่นหรือกิจกรรมที่เหมาะสมตามช่วงวัย
ช่วงวัย 0-2 ปี เด็กวัยนี้จะมีการเล่นผ่านประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (sensorimotor play) เป็นการเล่นที่เกิดขึ้นเองผ่านประสาทสัมผัส การเคลื่อนไหว โดยมักจะเกิดขึ้นในช่วง 18 เดือนแรก เด็กจะมีอิสระในการเล่นเพื่อสำรวจ ด้วยการเอื้อมมือหยิบจับวัตถุ หยิบเอาของเข้าปาก คลาน เกาะยืน เกาะเดินเพื่อสำรวจสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นทักษะการเคลื่อนไหวใหม่ ๆ หรือทักษะทางสังคมด้วยการตอบสนองต่อพ่อแม่ เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ ทำท่าเลียนแบบหรือตอบสนองต่อเพลงที่พ่อแม่ร้อง เป็นต้น (2,3)
ของเล่นที่เหมาะสมกับช่วงวัยนี้ควรเป็นของเล่นที่มี แสง สี เสียง ผิวสัมผัสที่หลากหลายและแข็งแรง ปลอดภัยต่อการนำเข้าปาก ไม่แตกง่ายหรือกระจายเป็นชิ้นเล็ก ๆ และต้องไม่แข็งเกินไปจนเป็นอันตราย ตัวอย่างของเล่นที่เหมาะสมกับช่วงวัย เช่น โมบายสี กรุ๊งกริ๊ง ตุ๊กตา ทราย การเล่นฟองขณะอาบน้ำ เป็นต้น โดยผู้ปกครองจะต้องดูในเรื่องความปลอดภัย
ช่วงวัย 2-4 ปี เด็กวัยนี้การเล่นส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นเชิงสัญลักษณ์และการสร้างแบบง่าย ๆ
(symbolic and simple constructive play) เด็กเริ่มมีการสมมติโดยการนำวัตถุมาใช้แทนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น เอาเชือกสมมติเป็นรถไฟ เอาไม้มาทำเป็นดาบ เอาหม้อมาตีกลอง ซึ่งการแสดงออกจะแตกต่างกันออกไปตามประสบการณ์ที่เด็กแต่ละคนเคยได้รับ หรือเริ่มมีการสร้างแบบง่าย ๆ เช่น นำก้อนไม้มาต่อเป็นตึก การต่อตัวต่อเป็นบ้านหรือหุ่นยนต์ เป็นต้น ช่วงวัยนี้เริ่มมีการเล่นเชิงสังคมเกิดขึ้น โดยเด็กจะเปลี่ยนจากเล่นคนเดียวไปเป็นการเล่นแบบคู่ขนาน คือนั่งเล่นใกล้กับเพื่อนวัยเดียวกันแต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กันและยังสนใจสิ่งที่ตนเองกำลังเล่นมากกว่าเพื่อนที่อยู่ใกล้ ๆ
การส่งเสริมการเล่นในช่วงวัยนี้ ควรเปิดโอกาสให้เด็กเล่นแบบอิสระ ให้เด็กได้เล่นของเล่นที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มประสบการณ์และส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านตัวเด็กเอง ผู้ปกครองควรสนับสนุนหรือลงไปเล่นกับเด็กเพื่อส่งเสริมทักษะดังกล่าว หรือดูแลในเรื่องความปลอดภัยขณะเล่นของเด็ก (2,3)
ช่วงวัย 4-7 ปี เด็กวัยนี้การเล่นส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นบทบาทสมมติ เริ่มมีการเล่นแบบโครงสร้างที่ซับซ้อนและการเล่นแบบมีกฎกติกาง่าย ๆ (dramatic, complex constructive, and pregame) เริ่มมีการเล่นทางสังคมมากขึ้น การเล่นบทบาทสมมติเป็นเรื่องราวที่ซับซ้อนเหมือนชีวิตจริงมากขึ้น เช่น เล่นพ่อแม่ลูก เล่นขายของ ตำรวจจับผู้ร้าย หรือเลียนแบบตัวละครจากนิทานหรือการ์ตูนที่เด็กสนใจ การสร้างบ้านจากผ้าห่ม การนำตัวต่อหลาย ๆ ชุดมาสร้างเป็นเมือง เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นนอกบ้าน เล่นร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกัน การเล่นแบบมีกติกาง่าย ๆ โดยผู้ปกครองควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก เช่น เล่นแบบสลับกัน มีการรอคอย ทำตามกติกา เนื่องจากช่วงวัยนี้เด็กจะเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบ และส่งเสริมกิจกรรมหรือการเล่นตามที่เด็กสนใจ (2,3,4)
ช่วงวัย 7-12 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นร่วมกับผู้อื่นในรูปแบบเกมที่มีกติกาชัดเจนมากขึ้น (cooperative and games with rule) มีการคิดสร้างสรรค์หรือกำหนดกติกาใหม่ ๆ ขึ้นเอง เด็กจะเลือกทำกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจเหมือนกัน เด็กจะสนใจถึงกลไกของสิ่งต่าง ๆ ธรรมชาติ หรืองานฝีมือง่าย ๆ ช่วงวัยนี้ผู้ปกครองจะมีส่วนสำคัญในการเรียนรู้เรื่องกฎกติกาหรือการสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสม เป็นตัวอย่างที่ดีส่งผลให้เด็กเลือกนำพฤติกรรมที่เห็นไปใช้ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างกิจกรรมที่ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมและนำมาเล่นกับเด็ก เช่น เกมกระดาน เกมเศรษฐี บอร์ดเกม เกมสร้างเมือง งานประดิษฐ์ง่าย ๆ เป็นต้น (2,4)
ช่วงวัย 12-16 ปี ช่วงวัยนี้เด็กเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง เด็กเข้าใจและสามารถทำตามกฎกติกาได้
ดีมากขึ้น กิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมที่เด็กสนใจ ต้องอาศัยความร่วมมือหรือเป็นกิจกรรมที่ทำเป็นกลุ่ม ท้าทายความสามารถของเด็ก เช่น การแข่งกีฬา หรือการทำกิจกรรมที่ต้องสร้าง ประดิษฐ์ โดยเด็กจะต้องอาศัยทักษะที่ซับซ้อนมากขึ้น ช่วงวัยนี้เด็กจะให้ความสำคัญและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับเพื่อน ผู้ปกครองควรคอยดูแลและสนับสนุนอย่างเข้าใจ เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกและตัดสินใจด้วยตนเอง ทั้งนี้ผู้ปกครองควรหาเวลาว่างทำกิจกรรมร่วมกันกับเด็กด้วย (2) และการเล่นของวัยนี้จะพัฒนาไปเป็นงานอดิเรกหรือกิจกรรมยามว่างได้
จากที่กล่าวมาข้างต้น การเล่นมีความสำคัญกับเด็กและวัยรุ่นมาก ดังนั้นผู้ปกครองถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการหรือทักษะต่าง ๆ ของเด็กเป็นอย่างมาก โดยกิจกรรมที่ผู้ปกครองสามารถมีส่วนร่วมกับเด็กได้ง่ายที่สุด คือ การใช้เวลาร่วมกันในขณะเล่น พ่อแม่สามารถเล่นกับลูก ๆ ได้ตลอดเวลา โดยคำนึงถึงความสนใจหรือความต้องการของเด็ก เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เลือกกิจกรรมที่มีความท้าทาย ไม่มีผิดหรือถูก ใช้จินตนาการได้เต็มที่โดยไม่จำเป็นต้องใช้ของเล่นราคาแพงหรือของเล่นที่ดีสุด จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกและผู้ปกครองอีกด้วย
เรียบเรียงโดย ก.บ. ชนิตพล บุญยะวัตร
เอกสารอ้างอิง
- Lynch H, Moore A. Play as an occupation in occupational therapy. Br J Occup Ther. 2016;79(9):519-520.
- Bulgarelli D, Bianquin N. Conceptual review of play. In: Besio S, Bulgarelli D, Stancheva-Popkostadinova V, editors. Play development in children with disabilties. Berlin: Walter de Gruyter GmbH & Co KG; 2016. p. 58-70.
- Munier V, Myers CT, Pierce D. Power of object play for infants and toddlers. In: Parham L, Fazio L, editors. Play in occupational therapy for children. 2nd ed. St. Louis: Mosby; 2008. p. 219-250.
- Florey LL, Greene S. Play in middle childhood. In: Parham L, Fazio L, editors. Play in occupational therapy for children. 2nd ed. St. Louis: Mosby; 2008. p. 279-300.







