ภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (chronic pelvic pain syndrome) กายภาพบำบัดช่วยได้อย่างไร ?


ภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (chronic pelvic pain syndrome, CPPS) คืออะไร ?
ภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (chronic pelvic pain syndrome, CPPS) คือ มีอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานเป็นระยะเวลานานมากกว่า 6 เดือน ตำแหน่งการปวดที่สามารถพบได้ ได้แก่ ท้องน้อย, เหนือหัวหน่าว อวัยวะเพศ, ฝีเย็บ (ตำแหน่งระหว่างอวัยวเพศและรูทวาร) และก้นกบหรือทวารหนัก เป็นต้น โดยอาการปวดอาจเกิดขึ้นขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ปัสสาวะ, อุจจาระและขณะมีกิจกรรมทางเพศ นอกจากนี้ ภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังสามารถพบได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง (1,2)
สาเหตุการเกิดภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง มาจากหลายสาเหตุสามารถแบ่งตามระบบภายในร่างกายได้ดังต่อไปนี้
- ระบบทางเดินปัสสาวะ (urological) ประกอบด้วยอวัยวะ ได้แก่ กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ต่อมลูกหมากและลูกอัณฑะ
- ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง (gynecological) ประกอบด้วยอวัยวะ ได้แก่ ปากช่องคลอด ช่องคลอด และมดลูก
- ระบบทางเดินอาหาร (gastrointestinal) ประกอบด้วยอวัยวะ ได้แก่ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก
- เส้นประสาทส่วนปลาย (peripheral nerve) ประกอบด้วย เส้นประสาทพูเดนดัล (pudendal nerve)
- ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ (musculoskeletal) ประกอบด้วย กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (pelvic floor m.)
เมื่ออวัยวะหรือโครงสร้างจากระบบภายในร่างกายมีความผิดปกติอาจทำให้เกิดอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานได้โดยตรงหรือในบางกรณี ความผิดปกติของระบบหนึ่งอาจไปกระทบอีกระบบหนึ่งจนทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกรานได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมีปัญหาต่อมลูกหมากโต -> ปัสสาวะติดขัด -> ออกแรงเบ่งขับปัสสาวะผิดวิธี -> กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหดเกร็งมากเกินไป -> มีอาการปวดอุ้งเชิงกราน (pelvic pain) เป็นต้น
นักกายภาพบำบัดมีบทบาทอย่างไรในการรักษาภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง ?
จากสาเหตุการเกิดภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังที่กล่าวมาในข้างต้น นักกายภาพบำบัดสามารถจัดการอาการปวดที่เกิดจากระบบกระดูกและกล้ามเนื้อได้โดยตรงผ่านการซักประวัติ การตรวจประเมิน และการรักษาทางกายภาพบำบัด
นอกจากนี้การรักษาภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง อาจจะมาควบคู่กับอาการผิดปกติจากระบบอื่นในร่างกายได้ ดังนั้นควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญควบคู่ไปด้วย เนื่องจากมีความจำเป็นต้องตรวจประเมินหาต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดและรักษาที่ต้นเหตุนั้น ซึ่งต้นเหตุอาจไม่ได้มาจากระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว
อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยทันที?
สำหรับผู้ป่วยบางท่านที่มีอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง ต้องการมาพบนักกายภาพบำบัดเพื่อตรวจประเมินเบื้องต้น ก่อนไปพบแพทย์สามารถทำได้ แต่ถ้าหากนอกจากอาการปวดอุ้งเชิงกรานแล้ว ผู้ป่วยมีอาการอื่นร่วมด้วยดังต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์โดยทันที
- ไข้/หนาวสั่น
- การควบคุมปัสสาวะหรืออุจจาระเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เช่น ปัสสาวะราดหรือปัสสาวะไม่ออกฉับพลัน
- เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ (ไม่ใช่ช่วงที่มีประจำเดือน)
- เลือดออกทางทวารหนัก
- คลำได้ก้อนในช่องท้องหรืออุ้งเชิงกราน
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีอาการปวดรุนแรงเพิ่มขึ้นผิดปกติ
- ชาหรือการรับความรู้สึกผิดปกติที่อุ้งเชิงกราน
- กล้ามเนื้อรยางค์ส่วนล่างอ่อนแรง
หากมีอาการที่กล่าวมาข้างต้นร่วมกับอาการปวดอุ้งเชิงกรานควรไปพบแพทย์โดยทันที เนื่องจากอาการดังกล่าวบ่งบอกถึงพยาธิสภาพของโรคที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นจนเป็นอันตรายต่อชีวิต (3)
ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อทำให้เกิดภาวะปวดอุ้งเชิงเรื้อรังได้อย่างไร ?
ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะปวดอุ้งเชิงเรื้อรังและนักกายภาพบำบัดสามารถตรวจประเมินและรักษาอาการปวดที่เกิดจากสาเหตุนี้ได้ สำหรับระบบกระดูกและกล้ามเนื้อสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกรานคือ ภาวะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานมากเกินไป (pelvic floor muscle overactivity) เมื่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานมีการหดตัวหรือใช้งานมากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อมีความตึงตัวเพิ่มขึ้น (muscle tone) หรือมีความสามารถในการคลายตัวลดลง เมื่อเวลาผ่านไปอาจทำให้เกิดจุดกดเจ็บ (trigger points) ที่ตัวกล้ามเนื้อได้ จนสุดท้ายทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกรานจากตัวกล้ามเนื้อได้โดยตรง (3,4)
สาเหตุที่ทำให้ภาวะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานมากเกินไปสามารถแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุดังนี้
1.) ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
กระดูกสันหลังส่วนล่าง กระดูกอุ้งเชิงกราน และกระดูกสะโพกเป็นโครงสร้างกระดูกที่ติดกันทำให้เกิดข้อต่อขึ้น เมื่อข้อต่อหรือกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณข้อต่อเหล่านั้นมีปัญหามักจะกระทบถึงกันเสมอ กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยปัญหาที่อาจพบเจอได้แก่ กล้ามเนื้อรอบข้อต่อไม่แข็งแรงพอสร้างความมั่นคงให้กับข้อต่อ ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานต้องถูกกระตุ้นให้ใช้งานร่วมด้วยจนอาจใช้งานมากเกินไปและความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่กระดูกและข้อต่อไม่ว่าจะเป็น อาการปวดที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ความสามารถในการเคลื่อนไหวข้อต่อ การวางตัวของแนวกระดูก อาจส่งผลให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานถูกกระตุ้นให้ใช้งานมากเกินไป (5)
2.) ระบบอื่น ๆ ในร่างกาย
เมื่อระบบอื่นภายในร่างกายทำงานผิดปกติหรือมีพยาธิสภาพที่อาจส่งผมต่อการทำงานของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยมีปัญหาท้องผูก ทำให้ต้องออกแรงเบ่งเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างรุนแรงบ่อยครั้ง จนทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานถูกใช้งานมากเกินไป ซึ่งสาเหตุนี้มาจากระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

รูปที่ 1 กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (pelvic floor muscle)
ที่มารูปภาพ: OpenStax, Anatomy and Physiology, “Muscles of the Perineum,” 2016. Licensed under CC BY 4.0
การกายภาพบำบัดในผู้ป่วยภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง
การรักษาทางกายภาพบำบัดจะเน้นไปที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นหลัก เนื่องจากสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกราน เกิดจากการที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานมากเกินไป โดยวิธีการกายภาพบำบัดมีดังนี้
1.) การคลายกล้ามเนื้อโดยตรง
นักกายภาพบำบัดจะใช้เทคนิคในการคลายกล้ามเนื้อด้วยมือเปล่า (manual therapy) หรือใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด โดยจะเน้นไปที่จุดกดเจ็บ (trigger point) หรือกล้ามเนื้อที่มีความตึงตัว (6)
2. ฝึกการรับรู้การทำงานของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
ผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานมากเกินไป กล้ามเนื้อจะมีการหดตัวอยู่ตลอดเวลา โดยนักกายภาพบำบัดจะนำอุปกรณ์ที่สามารถบ่งบอกได้ว่ากล้ามเนื้อกำลังเกร็งตัวหรือคลายตัวอยู่ (biofeedback) มาใช้ ดูกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ขณะใช้งานอุปกรณ์จะให้ผู้ป่วยฝึกหดตัวและคลายตัวกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (7)
3. ท่าบริการคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
ท่าบริหารจะเน้นไปที่การหายใจและท่าทางการบริหาร เพื่อทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานผ่อนคลายหรือคลายตัว โดยผู้ป่วยสามารถทำท่าบริหารได้เองที่บ้าน เพื่อลดอาการปวดอุ้งเชิงกรานในเบื้องต้น (8)
สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังที่ไม่มีอาการปวดหรืออาการอื่นที่รุนแรงจนต้องไปพบแพทย์ในทันทีและยังไม่ได้ไปพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อตรวจประเมินอาการปวดอุ้งเชิงกราน การทำท่าบริหารเพื่อบรรเทาอาการเป็นสิ่งที่สามารถทำได้เลย เนื่องจากไม่มีอันตรายในการทำท่าบริหาร ถ้าหากทำตามขั้นตอนท่าบริหารอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ตามการรักษาภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรังด้วยวิธีกายภาพบำบัดเป็นเพียงการรักษาอาการปวดที่มาจะระบบกระดูกและกล้ามเนื้อเท่านั้น ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบอื่นในร่างกายร่วมด้วยควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดอุ้งเชิงกรานและรักษาที่ต้นเหตุ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี
ท่าบริหารร่างกายลดอาการปวดอุ้งเชิงกราน
1.) การหายใจด้วยกระบังลม (diaphragmatic breathing)

รูปที่ 2 การหายใจด้วยกระบังลม (diaphragmatic breathing)
ภาพนี้สร้างขึ้นโดยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence; AI) (ChatGPT) เพื่อประกอบการให้ข้อมูล
ท่าเริ่มต้น
- นอนหงายชันเข่าขึ้น (supine crook lying)
- นำมือหนึ่งข้างวางบน “หน้าอก” อีกข้างวางบน “กระดูกซี่โครงส่วนล่าง”
ขั้นตอน
- หายใจเข้า
- หายใจเข้าทางจมูกช้า ๆ
- หน้าท้องและซี่โครงขยายตัว (มือที่วางเคลื่อนที่บานออก)
- หน้าอกยกขึ้นเล็กน้อย (มือที่วางยกตัวขึ้นเล็กน้อย)
- ไม่ยกไหล่ ไม่เกร็งหน้าท้อง
- ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณก้น อวัยวะเพศ และรูทวาร ขณะหายใจเข้า
- หายใจออก
- หายใจออกทางปากช้า ๆ
- หน้าท้องและซี่โครงหุบลงช้า ๆ (มือที่วางเคลื่อนที่บานออก)
- หน้าอกขยับยุบตัวลงข้า ๆ (มือที่วางยกตัวขึ้นเล็กน้อย)
- ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณก้น อวัยวะเพศและรูทวารขณะหายใจออก
ปริมาณ
- หายใจเข้าและออก นับเป็น 1 ครั้ง
- 5-10 ครั้งต่อรอบ ทำวันละ 3-4 รอบ
ข้อห้าม/ควรหยุด
- มีอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือเป็นลม ระหว่างฝึก
- หากการฝึกแล้วทำให้อาการปวดอุ้งเชิงกรานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหรือเกิดอาการผิดปกติใหม่
2.) ท่า happy baby pose

รูปที่ 3 (happy baby pose)
ภาพนี้สร้างขึ้นโดยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence; AI) (ChatGPT) เพื่อประกอบการให้ข้อมูล
ท่าเริ่มต้น
- นอนหงาย งอสะโพก งอเข่า ยกเข่าชิดอก ถ่างขาออกเล็กน้อย
- มือทั้ง 2 ข้างสอดใต้ข้อพับเข่าหรือจับปลายเท้า
ขั้นตอน
- หายใจเข้า
- หายใจเข้าทางจมูกช้า ๆ
- ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณก้น อวัยวะเพศและรูทวาร ขณะหายใจเข้า
- หายใจออก
- หายใจออกทางจมูกช้า ๆ
- ออกแรงดึงเข่าหรือเท้าเข้ามาหาอกช้า ๆ
- ไม่ออกแรงดึงเยอะจนเดินไป ไม่เกร็งหน้าท้อง
- ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณก้น อวัยวะเพศและรูทวาร ขณะหายใจออก
ปริมาณ
- หายใจเข้าและออก นับเป็น 1 ครั้ง
- 5-10 ครั้งต่อรอบ ทำวันละ 3-4 รอบ
ข้อห้าม/ควรหยุด
- มีอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือเป็นลม ระหว่างฝึก
- มีอาการปวดสะโพกหรือขาหนีบเฉียบพลัน
- มีอาการชาหรือปวดร้าวลงสะโพกและขา
- หากการฝึกแล้วทำให้อาการปวดอุ้งเชิงกรานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหรือเกิดอาการผิดปกติใหม่

รูปที่ 4 butterfly sitting
ภาพนี้สร้างขึ้นโดยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence; AI) (ChatGPT) เพื่อประกอบการให้ข้อมูล
ท่าเริ่มต้น
- นั่งบนพื้น กางขาออก นำฝ่าเท้ามาชนกัน
- มือทั้ง 2 ข้างจับฝ่าเท้าเอาไว้
ขั้นตอน
- หายใจเข้า
- หายใจเข้าทางจมูกช้า ๆ
- ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณก้น อวัยวะเพศและรูทวาร ขณะหายใจเข้า
- หายใจออก
- หายใจออกทางจมูกช้า ๆ
- โน้มตัวไปด้านหน้า
- ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณก้น อวัยวะเพศและรูทวาร ขณะหายใจออก
ปริมาณ
- หายใจเข้าและออก นับเป็น 1 ครั้ง
- 5-10 ครั้งต่อรอบ ทำวันละ 3-4 รอบ
ข้อห้าม/ควรหยุด
- มีอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือเป็นลม ระหว่างฝึก
- มีอาการปวดหลัง สะโพกหรือขาหนีบเฉียบพลัน
- มีอาการชาหรือปวดร้าวลงสะโพกและขา
- หากการฝึกแล้วทำให้อาการปวดอุ้งเชิงกรานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหรือเกิดอาการผิดปกติใหม่
สุดท้ายนี้อยากย้ำเตือนอีกครั้งหากผู้ป่วยที่มีภาวะปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง มีอาการปวดร่วมกับอาการผิดปกติจากระบบในร่างกายอันอื่นควรไปแพทย์ร่วมด้วย เพื่อตรวจประเมินและรักษาต้นเหตุของอาการปวดจะทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีและป้องกันไม่ให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มมากขึ้น การทำท่าบริหารเป็นเพียงวิธีการรักษาทางกายภาพบำบัดที่สามารถช่วยลดอาการปวดอุ้งเชิงกรานได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น
เรียบเรียงโดย กภ. ไกรวิชญ์ เลิศนิธิพรกุล
เอกสารอ้างอิง
- Doggweiler R, Whitmore KE, Meijlink JM, Drake MJ, Frawley H, Nordling J, et al. standard for terminology in chronic pelvic pain syndromes: A report from the chronic pelvic pain working group of the international continence society. Neurourol Urodyn. 2017 Apr;36(4):984-1008.
- Dydyk AM, Singh C, Gupta N. Chronic Pelvic Pain. [Updated 2025 May 2]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2026 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK554585/
- Fall M, Baranowski AP, Elneil S, Engeler D, Hughes J, Messelink EJ, et al; European Association of Urology. EAU guidelines on chronic pelvic pain. Eur Urol. 2010 Jan;57(1):35-48.
- Meister MR, Shivakumar N, Sutcliffe S, Spitznagle T, Lowder JL. Physical examination techniques for the assessment of pelvic floor myofascial pain: a systematic review. Am J Obstet Gynecol. 2018 Nov;219(5):497.e1-497.e13.
- Harris-Hayes, M., Spitznagle, T., Probst, D., Foster, S.N. and Prather, H. (2019), A Narrative Review of Musculoskeletal Impairments Associated With Nonspecific Chronic Pelvic Pain. Journal of Injury, Function and Rehabilitation, 11: S73-S82.
- Fitzgerald MP, Anderson RU, Potts J, Payne CK, Peters KM, Clemens JQ, et al; Urological Pelvic Pain Collaborative Research Network. Randomized multicenter feasibility trial of myofascial physical therapy for the treatment of urological chronic pelvic pain syndromes. J Urol. 2013 Jan;189(1 Suppl):S75-85.
- Cornel EB, van Haarst EP, Schaarsberg RW, Geels J. The effect of biofeedback physical therapy in men with Chronic Pelvic Pain Syndrome Type III. Eur Urol. 2005 May;47(5):607-11.
- Golec, J., Gamrot, S., Michalik, M., Sulowska-Daszyk, I., Nowak, M., & Balicka-Bom, J. (2025). Effects of Diaphragmatic Therapy on Pelvic Floor Muscle Activity, Stress Levels, and Sexual Life Satisfaction in Polish Women. Applied Sciences, 15(22), 12055.




