ธาราบำบัดในภาวะเด็กพิเศษ ตอนที่ 2 เด็กกลุ่มกล้ามเนื้ออ่อนแรง

จากตอนที่ผ่านมา ได้อธิบายถึงการใช้ธาราบำบัดในการฝึกเด็กออทิซึมหรือออทิสติกไปแล้ว ซึ่งประโยชน์ของการฝึกธาราบำบัดให้มากกว่าการส่งเสริมสุขภาพทางกาย โดยเข้ามามีส่วนในการปรับการรับรู้ และสร้างความมั่นใจในการเข้าสังคมให้กับเด็กกลุ่มดังกล่าวด้วย ในตอนที่ 2 นี้ขอขยับเข้ามาใกล้ชิดกับเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่มีปัญหาโดยตรงด้านการเคลื่อนไหวและมีความยากลำบากในการออกกำลังกายบนบกกันบ้าง ก็คือเด็กกลุ่มกล้ามเนื้ออ่อนแรงค่ะ
กลุ่มโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็กเป็นเช่นไร
ถ้าให้กล่าวถึงกลุ่มโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็ก คงต้องยกให้โรคไขสันหลังฝ่อหรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal muscular atrophy หรือ SMA) เป็นโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยเด็กเป็นมากที่สุดในกลุ่มโรคทางประสาทกล้ามเนื้อ (neuromuscular disease) โดยมีอุบัติการณ์เมื่อแรกเกิดที่ 1 ต่อ 10,000 ราย (1) โดยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมีสาเหตุมาจากความบกพร่องของยีน SMN1 (servival of motor neuron 1) ส่งผลให้ระดับโปรตีนของ SMN ลดลง ทำให้เซลล์ประสาทควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ (motor neuron) เสื่อมสภาพและตาย สุดท้ายทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป (1-2) นอกจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะทำให้เกิดปัญหาสำคัญด้านการเคลื่อนไหวในเด็กแล้วนั้น ยังมีโรคอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาหลักด้านการเคลื่อนไหวได้อีก ได้แก่ กลุ่มโรคกล้ามเนื้อเสื่อม (Muscular dystrophies) โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงแต่กำเนิด (congenital myopathies) โรคเกี่ยวกับการส่งสัญญาณประสาทและกล้ามเนื้อที่เป็นแต่กำเนิด (congenital myasthenic syndromes) โรค pompe (glycogen storage disease type II) และ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่เกี่ยวกับไมโทคอนเดรีย (mitochondrial myopathies) (3)
อาการแสดงของกลุ่มโรคดังกล่าว
อาการร่วมกันของกลุ่มโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง คือ การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ ทั้งกล้ามเนื้อโครงสร้าง (กล้ามเนื้อลาย) กล้ามเนื้ออวัยวะภายใน (กล้ามเนื้อเรียบ) และกล้ามเนื้อหัวใจ ความรุนแรงของอาการอ่อนแรงขึ้นกับสาเหตุและประเภทของแต่ละโรค บางรายอาจมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ บางรายกระทบต่อการหายใจ บางรายอาจอ่อนแรงเพียงเล็กน้อย รวมถึงช่วงอายุในการแสดงอาการของโรคอาจไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น
1. โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (SMA) สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทย่อย (1)
-
- SMA Type I (Werdnig-Hoffmann Disease) พบในช่วงทารกแรกเกิดหรือภายใน 6 เดือนแรกของชีวิต เป็นชนิดที่รุนแรงที่สุด ทำให้เด็กมีอาการอ่อนแรงอย่างรุนแรง ทั้งด้านการเคลื่อนไหวและการหายใจ จนบางรายไม่สามารถหายใจด้วยตนเองได้
- SMA Type II พบในเด็กวัยแรกเกิดจนถึงวัยเด็กตอนต้น เด็กในกลุ่มนี้อาจสามารถนั่งได้เองแต่ไม่สามารถยืนหรือเดินด้วยตนเองได้เต็มที่ เนื่องจากความอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออยู่ในระดับปานกลาง
- SMA Type III (Kugelberg-Welander Disease) มักเริ่มแสดงอาการในวัยเด็กตอนกลางหรือวัยรุ่น โดยทั่วไปอาการจะค่อยเป็นค่อยไป เด็กสามารถเดินได้และมีความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่ออายุมากขึ้นอาจประสบปัญหาในการเคลื่อนไหวมากขึ้น
- SMA Type IV เป็นชนิดที่มีอาการเริ่มต้นเกิดในช่วงวัยผู้ใหญ่ จึงไม่พบในเด็ก
2. Duchenne Muscular Dystrophy (DMD): มักพบในเด็กชายเนื่องจากมีรูปแบบการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ X-linked recessive (4)
3. Becker Muscular Dystrophy (BMD): มีลักษณะคล้ายกับ DMD แต่มีความรุนแรงน้อยกว่าและเริ่มแสดงอาการในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่น (4)
จากอาการอ่อนแรงซึ่งแตกต่างกันในแต่ละโรค ทำให้การเลือกใช้วิธีการรักษารวมถึงการออกกำลังกายเพื่อการฟื้นฟูต้องพิจารณาถึงช่วงวัยที่เกิดอาการ และความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองรวมถึงความสามารถในการออกกำลัง โดยเป็นโปรแกรมแบบเฉพาะรายบุคคลมากกว่าเป็นรูปแบบทั่วไป
ธาราบำบัดมีส่วนช่วยอย่างไร
บทบาทของธาราบำบัดในเด็กกลุ่มกล้ามเนื้ออ่อนแรงค่อนข้างเด่นชัดในเรื่องการฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เนื่องจากการฝึกปกติบนบกทำให้เกิดความยากลำบากในการออกกำลังกาย การฝึกในน้ำช่วยลดภาระของแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อข้อต่อและกล้ามเนื้อด้วยแรงลอยตัวของน้ำ (buoyancy) รวมถึงสามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยอาศัยแรงหนืด (viscosity) ซึ่งสามารถปรับเพิ่มหรือลดแรงหนืดได้ตามความเหมาะสมต่อความสามารถของเด็ก ในเรื่องของการควบคุมร่างกาย การฝึกในน้ำช่วยกระตุ้นการควบคุมการทรงตัวและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย นอกจากนี้ ยังมีส่วนในการช่วยพัฒนาทักษะการหายใจอีกด้วย (5-6)
รูปแบบวิธีของธาราบำบัดที่ใช้ในเด็กกลุ่มกล้ามเนื้ออ่อนแรง (7)
การจัดโปรแกรมธาราบำบัดเป็นไปโดยเฉพาะบุคคลตามเหตุผลข้างต้น โดยสามารถจัดสถานที่ อุปกรณ์ที่เอื้อต่อการฝึกโดยไม่จำเป็นต้องเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ก็ได้ ให้พิจารณาถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเสริมสร้างความแข็งแรงและปรับสมดุลของร่างกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ธาราบำบัดที่เลือกใช้สามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมและท่าทางการออกกำลังที่สอดคล้องกับระดับความสามารถของเด็กแต่ละราย โดยเริ่มต้นจาก
- การอุ่นเครื่องในน้ำ (water warm-Up) เริ่มต้นโปรแกรมการฝึกด้วยการพาเด็กลอยตัวต้านกระแสน้ำเบาๆ ไปทางซ้ายและขวา หรือหากเด็กเดินในน้ำได้ ให้ผู้ฝึกพาเด็กเดินเบา ๆ ในน้ำในระดับที่มีความลึกพอเหมาะ (เช่น น้ำระดับหน้าอกของเด็ก) เพื่อให้ร่างกายปรับตัวกับสภาพแวดล้อมในน้ำและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด การอุ่นเครื่องในสภาพแวดล้อมที่ลดแรงโน้มถ่วงจะช่วยลดภาระให้กับกล้ามเนื้อและข้อต่อ
- การทำกิจกรรมในน้ำ สามารถเลือกรูปแบบการทำกิจกรรมที่หลากหลายตามความสามารถ เช่น
- การเดินและวิ่งในน้ำระดับสูงกว่าเอว (aqua walking & jogging) ในรายที่สามารถทำได้ เมื่อร่างกายอบอุ่นแล้ว เด็กจะฝึกเดินหรือวิ่งในน้ำ ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากแรงต้านของน้ำที่ช่วยในการเสริมสร้างและพัฒนาความทนทานของกล้ามเนื้อ เมื่อเทียบกับการเดินหรือวิ่งบนพื้นดิน น้ำจะช่วยลดแรงกระแทกและเพิ่มความมั่นคงให้กับทุกก้าวที่เคลื่อนไหว
- เทคนิคฮอลลิควิค (Halliwick Concept) และการควบคุมท่าทาง เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมในธาราบำบัดสำหรับเด็ก โดยเน้นไปที่การฝึกให้เด็กควบคุมการลอยตัว การหมุนร่างกาย และการทรงตัวในน้ำ การฝึกท่าเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (core stability) พร้อมทั้งพัฒนาการทำงานประสานงานระหว่างมือและเท้า
- กิจกรรมเชิงเล่นและสร้างสรรค์ (play-based activities) เพื่อให้การออกกำลังกายในน้ำไม่น่าเบื่อและเพิ่มความมีส่วนร่วมในตัวเด็ก โปรแกรมธาราบำบัดมักผสมผสานเกมและกิจกรรมที่เป็นธรรมชาติ เช่น การเล่นจับลูกบอลในน้ำ หรือกิจกรรมที่ให้เด็กได้ทดลองเคลื่อนไหวในรูปแบบใหม่ ๆ โดยเกมเหล่านี้นอกจากจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้วยังส่งเสริมด้านจิตใจและพัฒนาความมั่นใจในตนเองอีกด้วย

ภาพตัวอย่างการพาเด็กที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA type I ฝึกธาราบำบัด (open AI, 2026)
- การคลายความเครียดและคูลดาวน์ (cool-down) ปิดท้ายการฝึกด้วยกิจกรรมเบา ๆ เช่น การลอยตัวแบบผ่อนคลายหรือการทำกายบริหารง่าย ๆ ในน้ำ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักฟื้นและลดความตึงเครียดหลังจากที่ได้ออกกำลังกายเข้มข้นมา
"ทั้งหมดนี้เป็นธาราบำบัดสำหรับเด็กกลุ่มกล้ามเนื้ออ่อนแรงค่ะ"
เรียบเรียงโดย กภ.ขวัญตะวัน เอกสิทธิไพศาล
เอกสารอ้างอิง
- D'Amico A, Mercuri E, Tiziano FD, Bertini E. Spinal muscular atrophy. Orphanet J Rare Dis. 2011;6:71.
- Schroth M, Deans J, Arya K, Castro D, De Vivo DC, Gibbons MA, et al. Spinal Muscular Atrophy Update in Best Practices: Recommendations for Diagnosis Considerations. Neurol Clin Pract. 2024;14(4):e200310.
- Rathore G, Kang PB. Pediatric Neuromuscular Diseases. Pediatr Neurol. 2023;149:1-14.
- Okubo M. Molecular genetics of dystrophinopathy. J Hum Genet. 2025:1-6.
- Rahman J. A review on the effectiveness of aquatic therapy in Pediatric Rehabilitation. J Adv Physiother. 2024;1(1):26-34.
- Chaughule S. Hydrotherapy and the science of water-based rehabilitation. J Phys Med Rehabil Stud. 2023;5:1–4.
- Hind D, Parkin J, Whitworth V, Rex S, Young T, Hampson L, et al. Aquatic therapy for children with Duchenne muscular dystrophy: a pilot feasibility randomised controlled trial and mixed-methods process evaluation. Health Technol Assess. 2017;21(27):1-120.




