การป้องกันเอ็นกล้ามเนื้อกางข้อไหล่อักเสบ (supraspinatus tendinitis)

ในยุคสมัยปัจจุบันผู้คนต่างใช้ชีวิตในภาวะเร่งรีบตลอดเวลา ทั้งในด้านการทำงาน เช่น พนักงานบริษัทที่จำเป็นต้องถือเอกสารเป็นจำนวนมาก พร้อมกับเอียงคอคุยโทรศัพท์ภายในเวลาเดียวกัน, ลุงเปิดร้านขายของชำยกของหนักจากหน้าร้านไปยังหลังร้าน หรือในด้านการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น แม่บ้านที่ถือถุงอาหารจำนวนมากด้วยมือข้างเดียว, แม่ค้าขายส้มตำ, นักเรียนนักศึกษาที่สะพายถุงผ้าที่เต็มไปด้วยหนังสือเรียนพิเศษหลาย ๆ เล่ม หรือแม้กระทั่งหนุ่มออฟฟิศที่กลับมาการทำงานนอนคว่ำเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานาน ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุนำมาด้วยอาการปวดไหล่ตามมาได้ ซึ่งอาการปวดไหล่เกิดได้จากหลายโครงสร้าง ในบทความนี้มุ่งเน้นไปยังกล้ามเนื้อกางข้อไหล่ (supraspinatus muscle) ที่เป็นปัญหาอาการปวดไหล่ขณะใช้งานแขนที่พบได้บ่อย ซึ่งเมื่อเกิดการใช้งานซ้ำ ๆ มากเกินไป และอาจใช้งานไม่ถูกวิธี จนอาจทำให้เอ็นกล้ามเนื้อกางข้อไหล่ (supraspinatus tendon) ถูกเบียด หรือเสียดสีจนทำให้เอ็นกล้ามเนื้อเกิดการบาดเจ็บ (pain) และอักเสบขึ้น (inflammation) เรียกภาวะดังกล่าวว่า ภาวะเอ็นกล้ามเนื้อกางข้อไหล่อักเสบ (supraspinatus tendinitis) (รูปที่ 1) (1-2)
กล้ามเนื้อกางข้อไหล่มีหน้าที่กางข้อไหล่ ออกด้านข้างลำตัว และทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ (rotator cuff muscle) อีกจำนวน 3 มัด ได้แก่ กล้ามเนื้ออินฟราสไปเนตัส (infraspinatus muscle), กล้ามเนื้อเทเรสไมเนอร์ (teres minor muscle) และกล้ามเนื้อซับสคาพูลาริส (subscapularis muscle) ซึ่งกลุ่มกล้ามเนื้อดังกล่าวทำงานร่วมกันในการเสริมสร้างความมั่นคง ให้ข้อไหล่ (glenohumeral joint) โดยกล้ามเนื้อกางข้อไหล่นี้ทำหน้าที่ดึงหัวของกระดูกข้อไหล่ (head of humerus) กระชับเข้ากับเบ้ากลีนอยด์ (glenoid fossa) ที่อยู่บนกระดูกสะบัก (scapula) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเบ้าให้ข้อไหล่ ทำให้แขนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเหมาะสม ถ้าหากเกิดพฤติกรรมการใช้ข้อไหล่ซ้ำ ๆ เช่น กิจกรรมการใช้งานแขนเหนือศีรษะซ้ำ ๆ (overuse) อาจทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ทำงานหนักจนเกิดอาการล้า ส่งผลให้เอ็นกล้ามเนื้อกางข้อไหล่ถูกรบกวน หรือเสียดสีหลายครั้ง จนอาจเกิดเป็นภาวะเอ็นกล้ามเนื้อกางข้อไหล่อักเสบตามมาได้ โดยอาการมักจะเกิดการปวดอักเสบบริเวณข้อไหล่ด้านข้างขณะที่ขยับแขน เช่น การยกแขนขึ้นใช้งานเหนือศีรษะ, การนำแขนไขว้ไปทางด้านหลัง, การสวมใส่เสื้อเหนือศีรษะ, การหวีผม หรือแม้กระทั่งการนอนตะแคงทับไหล่ข้างที่ปวด และอาจจะเกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อกางข้อไหล่ เนื่องจากเอ็นกล้ามเนื้อกางข้อไหล่อักเสบ ทำให้การหดตัวของกล้ามเนื้อน้อยลง (3)
การตรวจประเมินเบื้องต้น เกี่ยวกับภาวะเอ็นกล้ามเนื้อกางข้อไหล่อักเสบ เริ่มจากการสังเกต และสัมผัสบริเวณรอบข้อไหล่ถึงสัญญาณของการอักเสบ (inflammation sign) ประกอบด้วย อาการปวดขณะใช้งานแขนในทิศทางต่าง ๆ, อาการบวม (swelling) รอบข้อไหล่ด้านข้าง , สีผิวบริเวณรอบข้อไหล่มีสีแดงผิดปกติ (redness) หรืออุณหภูมิผิวบริเวณข้อไหล่สูงผิดปกติ (heat) เมื่อเปรียบเทียบกับไหล่ข้างที่ไม่มีอาการปวด โดยการตรวจจำเพาะ (special test) ถึงภาวะเอ็นกล้ามเนื้อกางข้อไหล่อักเสบสามารถทำได้โดยแบ่งออกเป็น 2 วิธี
1. การตรวจ Empty can test
ตรวจโดยให้ผู้ป่วยยกแขนขึ้นด้านหน้าทั้งสองข้างทำมุม 90 องศา และกางแขนทำมุมประมาณ 30 องศา คว่ำมือทั้งสองลงจนนิ้วหัวแม่มือชี้ลงด้านล่าง ผู้ตรวจ หรือญาติใช้มือทั้งสองข้างต้านแรงยกแขนทั้งสองข้างขึ้น ถ้าหากเอ็นกล้ามเนื้อกางข้อไหล่มีปัญหา จะพบอาการปวด หรืออาการอ่อนแรงบริเวณรอบข้อไหล่ (รูปที่ 2) (4) หมายเหตุ: ขณะต้านแรงยกแขนในข้างที่มีอาการ ผู้ตรวจควรเริ่มให้แรงต้านเพียงเล็กน้อย หากให้แรงต้านที่มากเกินไป อาการเจ็บของผู้ป่วยอาจจะมากขึ้น

2. การตรวจ Drop arm test (การตรวจดังกล่าวใช้แสดงถึงการบาดเจ็บรุนแรงของเอ็นกล้ามเนื้อกางข้อไหล่ ในกรณีมีการฉีกขาดของเอ็น)
ตรวจโดยให้ผู้ป่วยกางยกแขนออกด้านข้างอยู่ในระดับประมาณ 90 องศา พร้อมให้ผู้ตรวจประคองแขนค้างไว้ หลังจากนั้นผู้ตรวจปล่อยจากการประคองแขน แล้วให้ผู้ป่วยค่อย ๆ นำแขนลงมาแนบลำตัว ถ้าหากเอ็นกล้ามเนื้อกางข้อไหล่มีปัญหา หรือภาวะเอ็นฉีกขาด แขนจะตกลงด้านล่างอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถชะลอความเร็วได้ ร่วมกับมีภาวะเจ็บปวดรุนแรงที่ข้อไหล่ (รูปที่ 3) (5) หมายเหตุ: ผู้ตรวจควรวางมือใต้แขนผู้ป่วย เพื่อระวังการตกลงของแขนอย่างเร็วและแรงหากผู้ป่วยมีภาวะฉีกขาดของเอ็นข้อไหล่

คำแนะนำสำหรับการป้องกันภาวะเอ็นกล้ามเนื้อกางข้อไหล่อักเสบ
การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหนีบสะบัก (strengthening exercise of middle trapezius muscle) (รูปที่ 4 และ 5) ซึ่งมีจุดประสงค์ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานแขน การยกแขน หรือการแขนขึ้นด้านบน เพื่อลดความเสี่ยงของการทำงานของกล้ามเนื้อกางข้อไหล่ที่มากเกินไป
- เริ่มจากท่ายืนหันหลังพิงกำแพง พร้อมยกแขนขึ้นด้านหน้าทำมุมประมาณ 90 องศา ทั้งสองข้าง และกางขาออกจากกันเล็กน้อย
- ออกแรงหนีบสะบักทั้ง 2 ข้างไปยังด้านหลัง จนกระทั่งแขนอยู่ระดับขนานกับลำตัว
- หลังจากนั้นนำแขนกลับเข้าหาแกนกลางลำตัวดังเดิม นับเป็น 1 ครั้ง ทำซ้ำ 10 ครั้ง/รอบ ทำทั้งหมด 5 รอบ/วัน
ข้อควรระวังในการออกกำลังกาย
- โดยขณะที่ทำท่าออกกำลังกายจะสามารถรู้สึกถึงความตึงจากการทำงานของบริเวณกล้ามเนื้อหนีบสะบักด้านหลัง
- ในกรณีที่ไม่มีอาการปวดไหล่ สามารถใช้ดัมเบล (dumbbell), ขวดน้ำประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม หรือใช้ยางยืดออกกำลังกายใช้เป็นแรงต้านขณะออกกำลังกาย
- ระมัดระวังการกางแขนขึ้นมากจนทำให้เกิดอาการเจ็บที่บริเวณไหล่ ควรยกแขนขึ้นในระดับความสูงที่ไม่มี อาการเจ็บ และระมัดระวังการยัก หรือเกร็งไหล่ขณะออกกำลังกาย


การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกลุ่มกล้ามเนื้อหมุนข้อไหล่ออกด้านนอก (strengthening exercise of shoulder external rotator muscles) (รูปที่ 6) ซึ่งมีจุดประสงค์ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานแขน การยกแขน หรือกางแขนขึ้นด้านบน เพื่อลดความเสี่ยงของการทำงานของกล้ามเนื้อกางข้อไหล่ที่มากเกินไป
- เริ่มจากท่ายืนหันหลังพิงกำแพง พร้อมงอศอกขึ้นด้านหน้าทำมุมประมาณ 90 องศา ชิดลำตัว ฝ่ามือหันเข้าหาด้านในลำตัว และกางขาออกจากกันเล็กน้อย
- ออกแรงหมุนไหล่ออกด้านนอก จนกระทั่งแขนท่อนล่างอยู่ระดับขนานกับลำตัว
- หลังจากนั้นหมุนไหล่เข้านำแขนกลับเข้าหาแกนกลางลำตัวดังเดิม นับเป็น 1 ครั้ง ทำซ้ำ 10 ครั้ง/รอบ ทำทั้งหมด 5 รอบ/วัน
ข้อควรระวังในการออกกำลังกาย
- โดยขณะที่ทำท่าออกกำลังกายจะสามารถรู้สึกถึงความตึงจากการทำงานของบริเวณกล้ามเนื้อหมุนข้อไหล่ออกที่อยู่บริเวณฐานสะบักด้านหลัง)
- ในกรณีที่ไม่มีอาการปวดไหล่ สามารถใช้ดัมเบล (dumbbell), ขวดน้ำประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม หรือใช้ยางยืดออกกำลังกายใช้เป็นแรงต้านขณะออกกำลังกาย
- ระมัดระวังการหมุนไหล่ออกมากเกินไปจนทำให้เกิดอาการเจ็บที่บริเวณไหล่ ควรหมุนไหล่ออกให้มีระดับความกว้างที่ไม่มีอาการเจ็บ และระมัดระวังการยัก หรือเกร็งไหล่ขณะออกกำลังกาย

คำแนะนำการเปลี่ยนแปลงท่าทางการใช้งานอย่างเหมาะสม (6)
- ปรับท่านั่ง หรือท่าทางการทำงานให้สอดคล้องกับลักษณะโต๊ะทำงาน (เช่น ไม่เล่นโทรศัพท์มือถือในท่านอน, ปรับระดับโต๊ะ ไม่ให้มีความสูงมากเกินไป มิฉะนั้นจะทำให้กล้ามเนื้อกางข้อไหล่ และคอบ่าไหล่เกร็งตัวตามมาได้)
- ปรับเวลาระหว่างการทำงาน และการพักผ่อนให้สอดคล้องกัน
- ปรับท่าทางในการยกของให้เหมาะสม (ปรับลดน้ำหนักของสิ่งของ หรือการใช้รถเข็น กระเป๋าลากช่วยในการเคลื่อนย้ายสิ่งของ, การเพิ่มจำนวนคนช่วยในการยกของพร้อมกัน)
- หลีกเลี่ยงการใช้งานแขนเพียงข้างเดียว ควรใช้แขนทั้งสองข้างในการใช้งาน สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับการยกของให้อุ้มสิ่งของไว้ด้านหน้าลำตัว
- ลดการทำงานที่ใช้แขนเหนือศีรษะ (เช่น การยกของบนชั้นวางของ, ปัดกวาดเพดาน) อาจจะใช้บันได หรือเก้าอี้ที่มีความมั่นคงในการล่นระยะทางให้มีความสูงในการใช้งานแขนลดลง
- สำหรับอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในนักกีฬา ควรพบแพทย์ หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อเพิ่มทักษะด้านการกีฬา หรือเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ให้แข็งแรงอย่างเหมาะสม
เรียบเรียงโดย กภ. บุริศร์ ผาสุกสมิต
เอกสารอ้างอิง
- Sommerich CM, McGlothlin JD, Marras WS. Occupational risk factors associated with soft tissue disorders of the shoulder: a review of recent investigations in the literature. Ergonomics. 1993 Jun 1;36(6):697-717.
- Yadav M, Thombare N, Naqvi WM, Bele AW. Impact of Physiotherapy Rehabilitation Program on Post-Operative Stiffness of Supraspinatus Tendinitis. J Evol Med Dent Sci. 2020 Aug 17;9(33):2403-6.
- Torstensen TA, Meen HD, Stiris M. The effect of medical exercise therapy on a patient with chronic supraspinatus tendinitis. Diagnostic ultrasound—tissue regeneration: a case study. J Orthop Sports Phys Ther. 1994 Dec;20(6):319-27.
- Jobe FW, Moynes DR. Delineation of diagnostic criteria and a rehabilitation program for rotator cuff injuries. Am J Sports Med. 1982 Nov;10(6):336-9.
- Sgroi M, Loitsch T, Reichel H, Kappe T. Diagnostic value of clinical tests for supraspinatus tendon tears. Arthroscopy: J Arthrosc Relat Surg. 2018 Aug 1;34(8):2326-33.
- Hess GP, Cappiello WL, Poole RM, Hunter SC. Prevention and treatment of overuse tendon injuries. Sports Med. 1989;8(6):371-84.





