กลุ่มอาการเรตต์คืออะไร(1-3)
กลุ่มอาการเรตต์ (Rett syndrome) คือ โรคทางพันธุกรรมที่พบได้ยาก มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน methyl-CpG-binding protein 2 (MECP2) บนโครโมโซม X ซึ่งพบได้ในอัตรา 1:10,000-15,000 คน ยีน MECP2 ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมการถอดรหัสยีนหลักที่มีความสำคัญต่อการเจริญของระบบประสาท และทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมการถอดรหัสยีนในภาพรวม คอยปรับทั้งการกระตุ้นและยับยั้งการแสดงออกของยีน ส่งผลต่อคุณลักษณะรวมถึงหน้าที่ของเซลล์ เมื่อเกิดความผิดปกติของยีน MECP2 จะส่งผลกระทบทำให้เกิดความผิดปกติของสมอง ส่วนในกรณีอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายกลุ่มอาการเรตต์จะเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน CDKL5 และ FOXG1
การตรวจวินิจฉัยโรคทางคลินิก(1, 2, 4)
การวินิจฉัยโรคนี้นอกจากการตรวจทางพันธุกรรมแล้ว จะมีการประเมินการถดถอยลงของพัฒนาการ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มโรคออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มอาการเรตต์ทั่วไป (typical Rett syndrome) และกลุ่มอาการเรตต์แบบผิดปกติ (atypical Rett syndrome) โดยมีเกณฑ์วินิจฉัย ดังนี้
1. กลุ่มอาการเรตต์ทั่วไป (typical Rett syndrome)
1.1 พบช่วงพัฒนาการถดถอย ตามด้วยการฟื้นตัวหรือการคงที่
1.2 พบอาการตาม 4 เกณฑ์วินิจฉัยหลักครบทุกหัวข้อ ดังนี้
1.2.1 สูญเสียทักษะการใช้มืออย่างมีเป้าหมายที่เคยทำได้มาแล้วไปบางส่วนหรือทั้งหมด
1.2.2 สูญเสียทักษะทางภาษาพูดที่เคยทำได้มาแล้วไปบางส่วนหรือทั้งหมด
1.2.3 การเดินผิดปกติ บกพร่องการประสานสัมพันธ์ขณะเดินหรือไม่สามารถเดินได้
1.2.4 พบรูปแบบการเคลื่อนไหวมือซ้ำ ๆ โดยไม่มีเป้าหมาย ได้แก่ การบิดมือซ้ำ ๆ (hand wringing) การกำมือหรือบีบมือเข้าหากันซ้ำ ๆ (hand squeezing) การตบมือซ้ำ ๆ (clapping) การฟาดมือซ้ำ ๆ (slapping) การเอามือเข้าปากซ้ำ ๆ (mouthing) หรือการถูมือซ้ำ ๆ คล้ายการล้างมือ (rubbing)
1.3 ถ้าพบอาการใดอาการหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นเกณฑ์คัดออกที่จะไม่วินิจฉัยว่าเป็นกลุ่มอาการเรตต์ประเภทนี้
1.3.1 ความเสียหายที่สมองอันเกิดจากการบาดเจ็บทั้งช่วงก่อนคลอดหรือหลังคลอด หรือเกิดการติดเชื้อรุนแรง หรือกลุ่มโรคทางระบบประสาทและเมตาบอลิซึม (neurometabolic disease)
1.3.2 ความผิดปกติของพัฒนาการด้านจิตประสาทและทักษะการเคลื่อนไหวอย่างเห็นได้ชัด (marked psychomotor development abnormalities) ในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต
2. กลุ่มอาการเรตต์แบบผิดปกติ (atypical Rett syndrome)
2.1 พบช่วงพัฒนาการถดถอย ก่อนเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวหรือช่วงพัฒนาการคงที่
2.2 พบอย่างน้อย 2 ข้อ จาก 4 ข้อ ของเกณฑ์วินิจฉัยหลักตามข้อ 1.2
2.3 พบอย่างน้อย 5 ข้อ จาก 11 ข้อ ของเกณฑ์วินิจฉัยสนับสนุน ดังนี้
2.3.1 ความผิดปกติของจังหวะการหายใจในขณะตื่น
2.3.2 ภาวะกัดฟันในขณะตื่น
2.3.3 รูปแบบการนอนหลับที่ถูกรบกวน ทำให้การนอนหลับไม่มีคุณภาพ ส่งผลทำให้นอนไม่เต็มอิ่ม
2.3.4 ความตึงตัวของกล้ามเนื้อผิดปกติ
2.3.5 ความผิดปกติของการหดและขยายตัวของหลอดเลือดส่วนปลาย
2.3.6 กระดูกสันหลังคดหรือค่อม
2.3.7 ภาวะการเจริญเติบโตช้า
2.3.8 มือและเท้ามีขนาดเล็กและเย็น
2.3.9 หัวเราะอย่างไม่เหมาะสมหรือแผดเสียงร้องเป็นพัก ๆ
2.3.10 การตอบสนองต่อความเจ็บปวดลดลง
2.3.11 การสบตาอย่างลึกซึ้งหรือใช้สายตาสำหรับการสื่อสาร
อาการและอาการแสดง(1, 2, 4)
โดยทั่วไปกลุ่มอาการเรตต์จะเริ่มแสดงอาการในช่วงอายุระหว่าง 6 เดือน ถึง 2 ปี หลังจากที่มีพัฒนาการปกติช่วงเวลาหนึ่ง อาการและอาการแสดงหลัก มีดังนี้
- เคลื่อนไหวของมือแบบซ้ำ ๆ อย่างไม่มีเป้าหมาย (stereotypical hand movements without purpose)
- การสูญเสียทักษะการพูดที่เคยมีมาก่อน (loss of acquired spoken language)
- อาการชัก (seizure)
- ภาวะไม่คงที่ของระบบประสาทอัตโนมัติ (autonomic nervous system instability)
- หายใจเกิน (hyperventilation)
- กระดูกสันหลังคด (scoliosis)
- บกพร่องทางสติปัญญา (intellectual disability)
- บกพร่องทางพฤติกรรม (behavior impairment)
- บกพร่องทางการเคลื่อนไหว (motor impairment)
- บกพร่องทางการรับความรู้สึก (sensory impairment)
- ความผิดปกติในกลุ่มออทิซึมชนิดไม่จำเพาะ (atypical autism spectrum disorder) ในบางราย
- บกพร่องด้านการเข้าใจภาษาเข้าใจภาษา (receptive language impairment)
- สื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด (non-verbal communication) ซึ่งส่งผลให้มีข้อจำกัดในการเข้าร่วมสังคม
ระยะอาการทางคลินิก(1, 2, 4)
1. ระยะที่ 1 ภาวะหยุดชะงักของพัฒนาการในระยะเริ่มแรก (early onset stagnation) พบในอายุ 6 เดือนถึง 1 ปี 6 เดือน มีลักษณะอาการ ดังนี้
1.1 ทารกมีลักษณะนิ่งเฉยและเลี้ยงง่าย
1.2 พัฒนาการและเส้นรอบศีรษะอยู่ในเกณฑ์ปกติในช่วงแรกเกิดและในช่วงอายุหลายเดือนแรก
1.3 อายุประมาณ 5-6 เดือน พบการเจริญของศีรษะที่ช้าลง พบภาวะศีรษะเล็ก (microcephaly)
1.4 การสบตาลดลง
1.5 ความสนใจต่อการเล่นและสิ่งเร้าจากสิ่งแวดล้อมลดลง
2. ระยะที่ 2 ระยะถดถอยอย่างรวดเร็ว (rapid destructive stage) พบในอายุ 1-4 ปี มีลักษณะอาการ ดังนี้
2.1 พบการถดถอยของพัฒนาการอย่างรวดเร็ว
2.2 สูญเสียทักษะการใช้มืออย่างมีเป้าหมายรวมทั้งการพูด
2.3 เริ่มปรากฏพฤติกรรมการเคลื่อนไหวมือซ้ำ ๆ ในแนวกลางลำตัว เช่น การบิดมือ การถูมือ เป็นต้น
2.4 พฤติกรรมเหล่านี้จะปรากฏในช่วงขณะตื่นและหายไปขณะหลับ
2.5 มีความผิดปกติของจังหวะการหายใจ
2.6 สูญเสียปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการสื่อสาร
2.7 เริ่มปรากฏอาการของออทิซึม ความผิดปกติของการนอนหลับ และพฤติกรรมทำร้ายตนเอง เช่น การกัดนิ้วมือ การเอาศีรษะกระแทก เป็นต้น
3. ระยะที่ 3 ระยะคงที่เทียม (pseudo-stationary stage) พบในอายุ 2-10 ปี มีลักษณะอาการ ดังนี้
3.1 พฤติกรรมของเด็กอาจดีขึ้น
3.2 มีความเป็นไปได้ที่จะมีทักษะการใช้มือกลับคืนมาบางส่วน
3.3 ความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหวยังปรากฏต่อเนื่อง
3.4 อาการชักเป็นภาวะที่พบได้บ่อย
3.5 พฤติกรรมทางออทิซึม การร้องไห้ หงุดหงิดฉุนเฉียวและความก้าวร้าวเพิ่มมากขึ้น
3.6 พบปัญหาด้านการกลืน การกัดฟัน และภาวะกระดูกสันหลังคดในระยะแรกเริ่ม
3.7 ความบกพร่องทางสติปัญญายังคงอยู่ในระดับรุนแรง
4. ระยะที่ 4 ระยะเสื่อมถอยของการเคลื่อนไหวในระยะท้าย (late motor deterioration) พบในอายุตั้งแต่ 10 ปีเป็นต้นไป มีลักษณะอาการ ดังนี้
4.1 การสูญเสียความสามารถในการเดิน
4.2 การสูญเสียภาษาพูดเกือบทั้งหมด
4.3 การสบตาอาจดีขึ้น
4.4 ภาวะกระดูกสันหลังคดรุนแรงเพิ่มขึ้น
4.5 การรู้คิดอยู่ในสภาวะคงที่
4.6 อาการชักอาจลดลง
4.7 ปรากฏภาวะกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง (rigidity) กล้ามเนื้อบิดเกร็ง (dystonia) ใบหน้าเฉยเมยขาดการแสดงออกทางสีหน้า (hypomimia) และเคลื่อนไหวร่างกายช้า (bradykinesia)
กายภาพบำบัดช่วยได้อย่างไร(5-7)
- ส่งเสริมพัฒนาการและการเคลื่อนไหวเพื่อคงความสามารถของการเคลื่อนไหว (maintain ability)
- ส่งเสริมการทำงานประสานสัมพันธ์ของร่างกาย (promote coordination)
- ยืดกล้ามเนื้อที่มีอาการตึง (stretching exercise)
- จัด ดัด ดึงในข้อต่อมีการยึดติด (mobilization)
- การจัดท่าเพื่อป้องกันภาวะกระดูกสันหลังคดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (positioning for preventing progressive scoliosis)
- ออกกำลังกายเพื่อรักษาภาวะกระดูกสันหลังคด (exercise for scoliosis)
- ธาราบำบัด (hydrotherapy)
- การบำบัดด้วยเทคนิคเฉพาะทางวอยตาบำบัด (Vojta therapy)
นอกจากแพทย์เฉพาะทางและกายภาพบำบัดแล้ว เด็กกลุ่มอาการเรตต์ควรได้รับการส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมจากสหวิชาชีพ ได้แก่ นักกิจกรรมบำบัด นักแก้ไขการสื่อความหมายทางภาษาและการพูด และอื่น ๆ ตามอาการแสดงของเด็ก หากผู้ปกครองท่านใดต้องการปรึกษาเพิ่มเติม สามารถพาเด็กไปพบผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อให้เด็กได้รับการประเมินอย่างถูกต้องตรงประเด็นและได้รับการส่งเสริมพัฒนาการอย่างครบถ้วนเพื่อคงความสามารถของเด็กให้ยังคงทำความสามารถด้านนั้น ๆ ได้
เรียบเรียงโดย กภ.องครักษ์ ธรรมมิกะ
เอกสารอ้างอิง
- Neul JL, Kaufmann WE, Glaze DG, Christodoulou J, Clarke AJ, Bahi‐Buisson N, et al. Rett syndrome: revised diagnostic criteria and nomenclature. Ann Neurol. 2010;68(6):944-50.
- Smeets E, Pelc K, Dan B. Rett syndrome. Mol Syndromol. 2012;2(3-5):113-27.
- Choi G, Lee S, Yoo S, Do JT. MECP2 dysfunction in Rett syndrome: molecular mechanisms, multisystem pathology, and emerging therapeutic strategies. Int J Mol Sci. 2025;26(17):8277.
- Cetinkaya FY, Simsek A. Rett syndrome: Diagnostic criteria, clinical features, and comorbid conditions Rett sendromu: Tanı kriterleri, klinik özellikler ve eşlik eden durumlar. Turk J Clin Res. 2025;1(1):40-6.
- Urbańska S, Witas A, Borowska-Łygan M, Pięta J. Understanding Rett syndrome: genetic, clinical and therapeutic perspectives-literature review. J Edu Health Sport. 2025;77:57074-.
- Fonzo M, Sirico F, Corrado B. Evidence-based physical therapy for individuals with Rett syndrome: a systematic review. Brain Sci. 2020;10(7):410.
- Lejčarová A, Konečná A. Motor training in girls with Rett syndrome. ACC J XIX. 2013:80.
