คุณเคยเห็นใครที่จู่ ๆ ใบหน้าซีกหนึ่งก็อ่อนแรงหรือตกลงมา จนไม่สามารถยิ้ม ปิดตา หรือขยับคิ้วขึ้นได้ตามปกติหรือไม่? อาการเหล่านี้คือลักษณะเด่นของภาวะที่เรียกว่าอัมพาตครึ่งใบหน้า หรือ Bell's Palsy ซึ่งเป็นการอักเสบของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 (Facial Nerve) ส่งผลให้กล้ามเนื้อใบหน้าซีกใดซีกหนึ่งเป็นอัมพาตชั่วคราว อาการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้อาจทำให้หลายคนตกใจและกังวลว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) แต่ Bell's Palsy แตกต่างออกไป และที่สำคัญคือ โดยส่วนใหญ่อาการสามารถดีขึ้นและหายเป็นปกติได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณคลายความกังวล ด้วยการพาไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริง อาการที่ต้องสังเกต และแนวทางการรักษาดูแลตนเองที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณหรือคนใกล้ชิดสามารถกลับมามีรอยยิ้มที่มั่นใจได้อีกครั้ง

Bell’s Palsy คืออะไร? (1,2)

Bell's Palsy เป็นภาวะกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีกอย่างเฉียบพลันและชั่วคราว ซึ่งมีพยาธิสภาพเกิดจากความผิดปกติในระดับ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 (Facial Nerve) ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า

Bell’s Palsy เกิดจากอะไร?

สาเหตุที่แท้จริงของ Bell's Palsy ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด 100% แต่สมมติฐานที่เป็นที่ยอมรับและมีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุดในปัจจุบันคือ:

1.การติดเชื้อไวรัส (Viral Infection)

เป็นสาเหตุที่เชื่อว่าพบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะเชื้อไวรัสที่แฝงตัวอยู่ในร่างกาย ซึ่งมักจะถูกกระตุ้นให้กำเริบเมื่อร่างกายอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันต่ำลง เชื้อไวรัสที่เกี่ยวข้องหลัก ๆ ได้แก่:

  • เชื้อไวรัสเริม (Herpes Simplex Virus): เป็นเชื้อที่พบได้บ่อยที่สุด เชื่อว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาท
  • เชื้อไวรัสอีสุกอีใส/งูสวัด (Varicella Zoster Virus): โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดร่วมกับผื่นหรือตุ่มน้ำใสบริเวณหู จะเรียกว่า Ramsay Hunt Syndrome ซึ่งมักมีอาการรุนแรงกว่า Bell's Palsy ทั่วไป
  • ไวรัสอื่น ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่, Human Immunodeficiency Virus (HIV), Cytomegalovirus (CMV), และ Epstein-Barr Virus (EBV)

2.พยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology)

  • การอักเสบและบวมของเส้นประสาท: เชื้อไวรัสหรือปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันทำให้เกิดการอักเสบที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 (Facial Nerve)
  • การบีบรัดเส้นประสาท: เส้นประสาทคู่ที่ 7 นี้ต้องลอดผ่านช่องแคบ ๆ ในกระดูกหลังหู (Facial Canal) เมื่อเกิดการอักเสบ เส้นประสาทจะ บวมโตขึ้น และถูกผนังกระดูกบีบรัดอย่างรุนแรง ทำให้การนำกระแสประสาทไปยังกล้ามเนื้อใบหน้าหยุดชะงัก จนเกิดอาการอ่อนแรงหรือเป็นอัมพาตครึ่งใบหน้าอย่างฉับพลัน

3.ปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดโรค

  • สตรีมีครรภ์: โดยเฉพาะในไตรมาสที่สาม
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน: เนื่องจากส่งผลต่อสุขภาพของเส้นประสาทและหลอดเลือดขนาดเล็ก
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ: จากความเครียด, การพักผ่อนไม่เพียงพอ, หรือการเจ็บป่วยจากไข้หวัด/การติดเชื้อทางเดินหายใจ
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้: อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมบางอย่าง

อาการและอาการแสดงของ Bell's Palsy (1,2)

  • ใบหน้าซีกหนึ่งอ่อนแรง/เป็นอัมพาตอย่างสมบูรณ์
  • ไม่สามารถยักคิ้วหรือย่นหน้าผากได้ ในใบหน้าด้านที่อ่อนแรง
  • หลับตาไม่สนิท ทำให้ตาแห้งหรือมีน้ำตาไหล
  • มุมปากตก ทำให้ยิ้มไม่ได้ หรือ น้ำ/อาหารไหลออกจากมุมปาก
  • อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น สูญเสียการรับรสที่ลิ้น 2 ใน 3 ด้านหน้า รู้สึกปวดหรือมีเสียงดังในหูข้างเดียวกัน

ความแตกต่างของ Bell’s Palsy กับ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) (3,4)

ลักษณะอาการ Bell's Palsy Stroke
ตำแหน่งที่อ่อนแรง อ่อนแรงทั้งซีกบนและซีกล่างของใบหน้า 1 ข้าง อ่อนแรงเฉพาะซีกล่างของใบหน้า 1 ข้าง
การยักคิ้ว/ย่นหน้าผาก ทำไม่ได้ (เพราะเส้นประสาทถูกทำลายตั้งแต่ต้นทาง) ยังทำได้ (เพราะกล้ามเนื้อส่วนบนได้รับเส้นประสาทจากสมองทั้งสองซีก)
การหลับตา หลับตาไม่สนิท หรือปิดได้เพียงเล็กน้อย สามารถปิดตาได้สนิท หรือมีปัญหาเพียงเล็กน้อย
อาการร่วมอื่น ๆ อาจมีปวดหลังหู, การรับรสเปลี่ยน, เสียงดังในหู มักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรงซีกเดียวกัน, พูดไม่ชัด, ชา, สับสน
สาเหตุของการเกิด เกิดจากการอักเสบ/บวมของเส้นประสาทคู่ที่ 7 มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองตีบ/แตก/อุดตัน

การป้องกัน Bell’s palsy (1,2)

แม้ว่า Bell’s palsy จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ 100% แต่การดูแลสุขภาพและป้องกันไม่ให้เส้นประสาทใบหน้าอักเสบ สามารถช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

1.เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง

  • พักผ่อนให้เพียงพอ (7–8 ชั่วโมงต่อวัน)
  • รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นผัก ผลไม้ วิตามิน C, B12
  • ดื่มน้ำมากพอ และลดคาเฟอีน / แอลกอฮอล์

2.ป้องกันการสัมผัสอากาศเย็นจัดโดยตรง เนื่องจากอาจกระตุ้นให้เส้นประสาทใบหน้าเกิดการหดตัวและอักเสบได้ง่าย

  • หลีกเลี่ยงการนอนหรือทำงานใต้ลมแอร์โดยตรง
  • ใช้หน้ากากหรือผ้าพันหน้าเมื่ออยู่ในที่อากาศเย็น

3.บริหารกล้ามเนื้อใบหน้าเป็นประจำ การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างสม่ำเสมอช่วยให้เลือดไหลเวียนดี และช่วยลดโอกาสเกิดการอ่อนแรงของเส้นประสาท

  • ยิ้มเบา ๆ / พองแก้ม / ยกคิ้ว / เป่าลม / ออกเสียง “อา-อี-อู”
  • นวดหน้าเบา ๆ วันละ 5–10 นาที

4.ดูแลสุขภาพโดยรวม ลดปัจจัยเสี่ยง

  • ควบคุมน้ำตาลและความดันให้อยู่ในเกณฑ์
  • ตรวจสุขภาพประจำปี
  • งดสูบบุหรี่ และลดความเครียด (เพราะความเครียดทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง)

5.รีบพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติ

อาการอ่อนแรงของใบหน้าที่เกิดขึ้นทันที เช่น ยิ้มไม่เท่ากัน หลับตาไม่สนิท หรือมุมปากตก ควรรีบไปพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมงแรก เพราะช่วงเวลานี้การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์จะได้ผลดีที่สุด

   เรียบเรียงโดย กภ.สุภาสินี จตุรภัทร

เอกสารอ้างอิง

  1. Hohman MH, Warner MJ, Varacallo MA. Bell Palsy. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2025 [cited 2025 Oct 10]. Available from: http://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK482290/
  2. Baugh RF, Basura GJ, Ishii LE, Schwartz SR, Drumheller CM, Burkholder R, et al. Clinical Practice Guideline: Bell’s Palsy. Otolaryngol Head Neck Surg. 2013;149(S3):S1–27.
  3. Eviston TJ, Croxson GR, Kennedy PGE, Hadlock T, Krishnan AV. Bell’s palsy: aetiology, clinical features and multidisciplinary care. J Neurol Neurosurg Psychiatry. 2015 Dec 1;86(12):1356–61.
  4. Wongwandee M, Hongdusit K. Analysis of Upper Facial Weakness in Central Facial Palsy Following Acute Ischemic Stroke. Neurol Int. 2025 Jan;17(1):12.