ผู้สูงอายุกับภาวะสมองเสื่อม

- อะไรจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างเมื่อเราก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ?
“ผู้สูงอายุ” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีสัญชาติไทย เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหลายด้าน บางคนอาจจะเกิดก่อนก้าวเข้าวัยสูงอายุเล็กน้อย ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดแบ่งเป็นหัวข้อหลัก ๆ 3 ด้าน ได้แก่
- ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ หรือการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย
ที่เห็นได้ชัด คือ ผิวหนังเหี่ยวย่น ข้อต่อต่าง ๆ ไม่ยืดหยุ่นเหมือนตอนหนุ่มสาว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลงทำให้แรงน้อยลง กระดูกเสื่อมข้อเสื่อม กระดูกพรุนส่งผลให้ส่วนสูงลดลง ระบบรับความรู้สึกต่าง ๆ เสื่อมลง สายตายาว หูตึงไม่ค่อยได้ยินเสียง การรับรู้กลิ่นและรสลดลง โดยเฉพาะความเสื่อมทางด้านระบบประสาทและสมอง ที่ส่งผลต่อการคิด ความรู้และความเข้าใจ
- ความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม
เมื่อก้าวสู่วัยสูงอายุอาจมีปัญหาการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม เนื่องด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น กลุ่มเพื่อนที่เคยมีอาจต่างอยู่กับครอบครัวตนเอง หรือบางส่วนอาจเสียชีวิตจากกันไป ดังนั้นสังคมของผู้สูงอายุส่วนมากก็จะอยู่กับครอบครัวตนเอง เลี้ยงหลานอยู่บ้าน ทำกิจกรรมที่วัด และกิจกรรมผู้สูงอายุในชุมชน
- ความเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ
ความเสื่อมทางร่างกายที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุ จากเดิมที่เคยทำกิจกรรมในชีวิตเองกลับทำอะไรช้าลง หรือต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น การสูญเสียคู่ชีวิต เพื่อน หรือญาติคนสนิท นอกจากนี้การสูญเสียรายได้และสถานะทางสังคมหลังจากผู้สูงอายุเกษียณอายุการทำงาน ยังส่งผลกระทบที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
- สมองเสื่อมกับผู้สูงอายุ
เมื่อพูดถึงผู้สูงอายุ สิ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงคือความเสื่อมของร่างกาย อาการหลงลืมหรือสมองเสื่อม เป็นเพราะว่า ผู้สูงอายุทุกคนมีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม ในประเทศไทยพบว่า ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีภาวะสมองเสื่อมถึงร้อยละ 12.4 โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย (ร้อยละ 15.1 และ 9.8 ตามลำดับ) และพบว่า เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ความชุกของภาวะสมองเสื่อมก็เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยในช่วงอายุ 60 – 69 ปี พบร้อยละ 7.1, ช่วงอายุ 70 – 79 ปี ร้อยละ 14.7 และอายุ 80 ปีขึ้นไป ร้อยละ 32.5(2)
- สมองเสื่อมคืออะไร แล้วส่งผลต่ออะไรบ้าง ?
สมองเสื่อมคืออาการต่าง ๆ ที่เกิดจากการทำหน้าที่ที่ผิดปกติไปของสมอง อันเกิดจากสมองทำงานเสื่อมลง อาจเสื่อมด้วยอายุที่มากขึ้น พันธุกรรม หรืออาจเสื่อมจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะในส่วนที่ไปเลี้ยงสมองอาจมีไขมันสะสมในเส้นเลือดทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง การดื่มสุราเรื้อรัง การบาดเจ็บทางสมอง โรคซึมเศร้า หรือโรคทางระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน เป็นต้น ส่งผลต่อปัญหาด้านต่าง ๆ ที่เห็นได้ชัด คือ
- ทักษะความจำ, ความตั้งใจและสมาธิ (Memory, Attention and Concentration)
ความจำ(Memory) เป็นกระบวนการรับ เก็บ และเรียกข้อมูลกลับมาใช้เมื่อต้องการ แบ่งได้หลายแบบ ในที่นี้จะกล่าวถึงการแบ่งตามระยะเวลาการเก็บข้อมูล ได้แก่ ความจำระยะสั้น (Short-term memory) เป็นความจำที่ใช้เวลาในการเก็บข้อมูลสั้น ประมาณ 30 – 60 วินาที มักคงอยู่สั้น ๆ และความจำระยะยาว (Long-term memory) เป็นความจำที่ใช้ระยะเวลาเก็บมากกว่า 1 นาทีขึ้นไป คงอยู่ได้นาน แต่ถ้าหากไม่ได้ดึงมาใช้ก็จะค่อย ๆ หายไป(4)
ความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration) “ความตั้งใจ” เป็นความสามารถในการจดจ่อต่อสิ่งหนึ่ง หรือกิจกรรมหนึ่งโดยไม่วอกแวก ส่วน “สมาธิ” คือความสามารถในการคงความตั้งใจไว้เป็นเวลานาน หากขาดทั้งสองจะส่งผลต่อศักยภาพด้านการจำ หรือทักษะด้านอื่น ๆ ด้วย(5)
- ทักษะด้านการรับรู้และความรู้ความเข้าใจ (Perception & Cognition)
การรับรู้ (Perception) หมายถึง ความสามารถในการแปลผลสิ่งเร้าจากการรับความรู้สึก ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การดมกลิ่น การรับรส และการเคลื่อนไหวให้เป็นข้อมูล และใช้ข้อมูลนั้นออกมาเป็นการกระทำอย่างเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม(5)
ความรู้ความเข้าใจ (Cognition) เป็นกระบวนการที่มีการรับข้อมูลผ่านการรับรู้ เรียนรู้ และมีการวิเคราะห์ข้อมูลส่งต่อไปเก็บเป็นความจำ ซึ่งความจำจะจัดว่าอยู่ในทักษะด้านนี้ด้วย รวมทั้งกระบวนการนำมาใช้ การตัดสินใจ การแก้ปัญหาต่าง ๆ และการปรับตัวให้เหมาะสมกับความต้องการของสิ่งแวดล้อม(5)
ยกตัวอย่างเช่น เราเดินบนถนนแล้วมองเห็นหลุมอยู่ด้านหน้า การรับรู้ของเราคือเรารับรู้ผ่านภาพ ว่ามีภาพหลุมด้านหน้า มีการกะระยะว่าหลุมอยู่ไกลและกว้างแค่ไหน แล้ววิเคราะห์ผ่านทักษะด้านความรู้ความเข้าใจทำความเข้าใจว่าภาพด้านหน้าคือหลุม การกระทำคือเราก็จะเดินข้ามไป
- ทักษะด้านการบริหารจัดการ เช่น การวางแผน การจัดการ และลำดับขั้นตอนต่าง ๆ (Executive functions)
เป็นทักษะด้านความรู้ความเข้าใจขั้นสูง หมายถึง หน้าที่ด้านการปรับและควบคุมตนเอง เพื่อใช้ในการกำหนดทิศทางและจัดระเบียบพฤติกรรม ประกอบไปด้วยทักษะต่าง ๆ ที่ช่วยให้ทำกิจกรรมได้ เช่น ทักษะการเริ่มต้นทำกิจกรรม การวางแผน การตัดสินใจ การเลือกเป้าหมาย การจัดระเบียบ การแก้ไขปัญหา ฯลฯ(6)
ยกตัวอย่างจากกรณีเดินเจอหลุม หากเราเจอปัญหาว่าหลุมใหญ่เกินจะเดินข้าม ก็จะเริ่มมีการคิดแก้ปัญหาว่าจะทำอย่างไรดี วางแผนและตัดสินใจจากประสบการณ์เก่า ผลออกมา คือ เราอาจจะกระโดดข้ามหรือเดินหลบไปอีกทาง
- การสื่อสารหรือการเข้าใจคำศัพท์ (Language difficulties)
ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมจะค่อย ๆ สูญเสียทักษะในการสื่อสารและการเข้าใจคำศัพท์ โดยเริ่มแรกอาจจะลืมชื่อบุคคลหรือสถานที่ ต่อมาจะมีปัญหาเรื่องการใช้สรรพนามต่าง ๆ จนในที่สุดจะมีปัญหาในการสื่อสาร การพูด อาจพูดซ้ำไปมาหรือพูดสั้น ๆ แค่ 1 – 2 คำ มีความยากลำบากในการเขียน การอ่าน การคำนวณ(7)
- การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรม และบุคลิกภาพ
ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรม เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม โดยพบมากกว่าร้อยละ 60 การเปลี่ยนแปลงที่พบ อาจพบว่ามีอาการต่าง ๆ เช่น เศร้าหมอง วิตกกังวล ขาดความกระตือรือร้น มีความนับถือตนเองลดลง หรืออาการทางจิตเวช เช่น ซึมเศร้า หลงผิด ประสาทหลอน เป็นต้น ซึ่งส่งผลทำให้บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้านี้(8)
- วิธีชะลอความเสื่อมของการรับรู้และความคิดความเข้าใจ
- การส่งเสริมและกระตุ้นทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจ เพื่อชะลอความเสื่อมของสมอง
การส่งเสริมทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจในผู้สูงอายุ นอกจากจะส่งเสริมด้านความจำแล้ว ควรส่งเสริมทักษะด้านความตั้งใจและสมาธิอีกด้วย เพราะทักษะด้านนี้จะส่งผลต่อการรับรู้และความคิดความเข้าใจด้านอื่นๆ อาจฝึกโดยการทบทวนซ้ำ ๆ เมื่อต้องการจดจำ การออกกำลังกายสมอง (Brain gym) เพื่อเป็นการบริหารสมอง การเล่นเกมเปิดแผ่นป้ายส่งเสริมความจำ เกมจัดหมวดหมู่สิ่งของที่คละกันส่งเสริมสมาธิ เกมเรียงลำดับเหตุการณ์ฝึกคิดเรียงลำดับ เกมจับคู่ เกมหาสิ่งของในภาพฝึกสังเกตและการแยกแยะภาพ การเล่นหมากรุก ไพ่นกกระจอก หรือเกม Puzzle ต่าง ๆ ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา เป็นต้น(9)
รูปที่ 1 เกมส่งเสริมทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจ
รูปที่ 2 เกมส่งเสริมทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจ
รูปที่ 3 เกมส่งเสริมทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจ
นอกจากจะส่งเสริมทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจโดยตรงแล้ว อาจใช้วิธีป้องกันการลืม เช่น การจัดระเบียบหรือจัดหมวดหมู่ของในบ้าน เพื่อให้ง่ายต่อการหยิบใช้และจดจำ จัดให้อยู่ในที่เห็นชัด เหมาะสม หรือการใช้อุปกรณ์ช่วยจำ เช่น การใช้สมุดจดบันทึก ทำตารางชีวิต การใช้ตลับยาที่แบ่งเป็นวันหรือเป็นมื้อ(9)
- กิจกรรมทางกาย ส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นการใช้ร่างกาย หรือการออกกำลังกายที่ไม่หนักจนเกินไป เช่น การออกกำลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายในน้ำ การเดินเล่นในสวนสาธารณะ ไทเก๊ก แอโรบิกสำหรับผู้สูงอายุ การทำสวน เป็นต้น(9)
- กิจกรรมทางสังคม เน้นการมีส่วนร่วมในสังคม เพื่อคงไว้ซึ่งสถานภาพทางสังคม ทำให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเอง และมองเห็นคุณค่าในชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมในเรื่องความจำ และการใช้ความคิดอีกด้วย กลุ่มกิจกรรมที่ควรส่งเสริม เช่น กลุ่มผู้สูงอายุในชุมชน กลุ่มงานฝีมือหรือการประดิษฐ์สิ่งของ กลุ่มออกกำลังกาย ทัศนศึกษานอกสถานที่ กลุ่มทางศาสนา นั่งสมาธิ การสนทนาธรรม สภากาแฟ หรือการบำเพ็ญประโยชน์ต่าง ๆ เป็นต้น(9)
รูปที่ 4 กลุ่มงานประดิษฐ์
รูปที่ 5 กลุ่มทำอาหาร
- กิจกรรมที่เกี่ยวกับการทำงานหรืองานอดิเรก เช่น การค้าขาย การวาดภาพ เล่นดนตรี ร้องเพลง อ่านหนังสือ การพิมพ์อักษรหรือพิมพ์ดีด เป็นต้น
- ปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้านให้ปลอดภัย ผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจมีความเสี่ยงต่อการล้มมากกว่าผู้สูงอายุสุขภาพดี การปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้านจึงมีความจำเป็น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม หรือเกิดอันตรายต่าง ๆ เช่น การใช้แผ่นกันลื่นบริเวณที่มีน้ำขังหรือในห้องน้ำ ติดตั้งราวจับในจุดและความสูงที่เหมาะสม ใช้ส้วมชนิดชักโครก การใช้ที่ช่วยจับหม้อหรือกระทะร้อนๆทุกครั้ง ป้องกันการโดนลวก การติดสติ๊กเกอร์หรือจมูกบันไดที่เห็นสีชัดเจน ป้องกันการพลัดตกเพราะไม่เห็นขอบบันได เพิ่มแสงไฟให้ทั่วถึงภายในบ้าน การจัดสิ่งของหรือเฟอร์นิเจอร์ให้เป็นระเบียบไม่ขัดขวางทางเดิน การปรับส่วนที่เป็นพื้นต่างระดับให้มีน้อยที่สุด การติดสลากสิ่งของที่ใช้เป็นประจำ เช่น เกลือ น้ำตาล ฯลฯ(9)
- รับประทานอาหารบำรุงสมอง และลดความเสียงต่อโรคสมองเสื่อม ได้แก่
รับประทานอาหารที่มีกรดโฟลิก วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 (Folic Acid, Vitamin B6 และ Vitamin B12) จะช่วยควบคุมระดับกรดอะมิโนโฮโมซีสตีน (Homocysteine) ซึ่งกรดอะมิโนโฮโมซีสตีนนี้หากมีระดับที่มากเกินไป จะมีผลต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน และโรคความเสื่อมต่าง ๆ อาหารที่มีกรดโฟลิก และวิตามินบี 6 ได้แก่ แครอท ฟักทอง กล้วย ธัญพืชไม่ขัดสี ผักสีเขียวเข้ม ถั่วต่าง ๆ ไข่แดง เนื้อสัตว์ ตับ สัตว์ปีก และอาหารทะเล ส่วนวิตามินบี 12 มีมากในเนื้อสัตว์ ไข่ และนม
รับประทานอาหารชนิดเมดิเตอร์เรเนียน เป็นอาหารของกลุ่มประเทศรอบ ๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น กรีซ อิตาลี สเปน ฯลฯ จะเป็นอาหารที่เน้นผัก ผลไม้ทั้งผล ไขมันจากน้ำมันมะกอกซึ่งมีไขมันอิ่มตัวน้อย คาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท และธัญพืชต่าง ๆ โปรตีนจากเนื้อปลา หรือเนื้อสัตว์อื่น ๆ เล็กน้อย พบว่า ลดการเกิดโรคสมองเสื่อม และชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อมได้ (2) นอกจากนี้ควรเลือกอาหารที่มีใยอาหาร (Fiber) มาก และเลี่ยงอาหารประเภททอด อาหารที่มีลดเค็ม แอลกอฮอล์ และคาเฟอีน(9)
- การช่วยทำกิจกรรมในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการรับรู้และความคิดความเข้าใจ ในกิจกรรมที่ทำควรคำนึงถึงความสามารถ และความสนใจของผู้สูงอายุเป็นหลัก ให้เน้นขั้นตอนในการทำกิจกรรมไม่เน้นผลของกิจกรรม กิจกรรมที่ทำควรเห็นภาพชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่สร้างความตึงเครียดมากเกินไป ผู้สูงอายุอาจทำไม่ได้ในบางขั้นตอน ให้ผู้ดูแลช่วยทำ หรือปรับเปลี่ยนให้ง่ายขึ้นโดยการลดขั้นตอน และความซับซ้อนลง กระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรม และให้คำชมเป็นระยะ ไม่ควรตำหนิเมื่อทำผิดพลาด แต่ให้คำแนะนำ หรือช่วยเหลือแทน
เรียบเรียงโดย ก.บ. ศศิชา จันทร์วรวิทย์
เอกสารอ้างอิง
- กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.). พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546. กรุงเทพฯ: เจ. เอส. การพิมพ์ ;2547 มีนาคม.
- มุกดา หนุ่ยศรี. การป้องกันภาวะสมองเสื่อม. วารสารพยาบาลตำรวจ 2559;8:227-240.
- Spector A, Orrell M, Hall L. Systematic review of neuropsychological outcomes in dementia from cognition-based psychological interventions. Dement Geriatr Cogn Disord. 2012 October 2; 34:244–255
- พีรยา มั่นเขตวิทย์. บทที่ 5 การบำบัดรักษาปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจ. ใน: พีรยา มั่นเขตวิทย์, บรรณาธิการ. การบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องของการรับรู้และความเข้าใจ. เชียงใหม่: หจก.ดาราวรรณการพิมพ์ ;2551.94-150
- พีรยา มั่นเขตวิทย์. บทที่ 1 ทฤษฎีพื้นฐานและวิธีการที่ใช้ในการบำบัดรักษาปัญหาด้านการรับรู้และความรู้ความเข้าใจ. ใน: พีรยา มั่นเขตวิทย์, บรรณาธิการ. การบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องของการรับรู้และความเข้าใจ. เชียงใหม่: หจก.ดาราวรรณการพิมพ์ ;2551.1-24
- พีรยา มั่นเขตวิทย์. บทที่ 6 การบำบัดรักษาปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจขั้นสูง. ใน: พีรยา มั่นเขตวิทย์, บรรณาธิการ. การบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องของการรับรู้และความเข้าใจ. เชียงใหม่: หจก.ดาราวรรณการพิมพ์ ;2551.151-178
- เพื่อนใจ รัตตากร. บทที่ 9 การบำบัดรักษาปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจในผู้มีภาวะสมองเสื่อม. ใน: พีรยา มั่นเขตวิทย์, บรรณาธิการ. การบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องของการรับรู้และความเข้าใจ. เชียงใหม่: หจก.ดาราวรรณการพิมพ์ ;2551.217-238
- กอบหทัย สิทธิรณฤทธิ์ พบ. ปัญหาด้านพฤติกรรมอารมณ์และจิตใจ ในผู้ป่วยสมองเสื่อม (BPSD): แนวคิด และการรักษา. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย 2554;56(4):499-462.
- เพื่อนใจ รัตตากร. บทที่ 8 การบำบัดรักษาปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจในผู้สูงอายุ. ใน: พีรยา มั่นเขตวิทย์, บรรณาธิการ. การบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องของการรับรู้และความเข้าใจ. เชียงใหม่: หจก.ดาราวรรณการพิมพ์ ;2551.197-216






