พัฒนาการตามวัย…ทำไมลูกถึงอมข้าว เคี้ยวช้า
การรับประทานอาหารเป็นกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่สำคัญของมนุษย์ โดยอาหารเป็นแหล่งให้พลังงานแก่ร่างกาย เพื่อใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันตลอดช่วงวัย โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กอาหารเป็นทั้งแหล่งพลังงานเพื่อให้สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ และสารอาหารยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานของสมอง การเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่าง ๆ อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองหลายท่านอาจพบปัญหาการรับประทานอาหารของลูกๆ เช่น รับประทานอาหารช้า อมข้าว ไม่ยอมเคี้ยว เลือกรับประทานอาหารบางประเภท ใช้เวลาในการรับประทานอาหารมากกว่าปกติ ทำให้กระทบกับการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตต่าง ๆ ของทั้งผู้ปกครองและลูก ๆ จากการสำรวจในเด็กปกติ พบว่า การรับประทานอาหารเป็นปัญหาที่พบบ่อยถึงร้อยละ 20-50 (1) ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ ระดับพัฒนาการ ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ การรับความรู้สึกภายในช่องปาก รูปแบบอาหาร พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ความสามารถในการรับประทานอาหารของเด็กมีลำดับขั้นตามระดับพัฒนาการ ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรคำนึงถึงอายุ และพัฒนาการของเด็ก เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเลือกรูปแบบของอาหารให้เหมาะสม โดยเฉพาะพัฒนาการด้านการรับประทานอาหารในช่วงประมาณ 2 ปีแรกนั้นมีความสำคัญ เนื่องจากเด็กมีพัฒนาการและการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเคี้ยว การดูด และการกลืนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดังนี้
หากระดับพัฒนาการและรูปแบบของอาหารไม่สัมพันธ์กันอาจทำให้เด็ก ๆ เกิดความยากลำบากหรือต่อต้านการรับประทานอาหารได้ เช่น ในเด็กเล็กหากให้รับประทานอาหารที่เหนียวหรือแข็งมากเกินไป แต่กล้ามเนื้อและการทำงานของกล้ามเนื้อยังไม่สัมพันธ์กัน อาจทำให้เด็กเกิดอาการล้าขณะเคี้ยว หรืออมอาหารเพื่อรอให้อาหารนุ่ม จนไม่อยากทานอาหารที่ต้องออกแรงเคี้ยวมาก ๆ
ผู้ปกครองสามารถมีส่วนช่วยให้เด็กมีประสบการณ์ที่ดีกับการรับประทานอาหารได้ โดยการเลือกรูปแบบอาหารให้เหมาะสมกับวัย กำหนดปริมาณอาหารในแต่ละคำไม่ให้มากจนเกินไป หั่นอาหารให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ เพื่อให้ง่ายต่อการออกแรงเคี้ยว ฝึกให้เด็กได้รับประทานอาหารที่หลากหลาย หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ ให้เด็กได้ลองทานอาหารที่มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มสลับกับเหนียวบ้าง
นอกจากนี้ การรับความรู้สึกในช่องปากยังเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลต่อการรับประทานอาหารของเด็ก ได้แก่ ผิวสัมผัส ขนาดหรือปริมาณ อุณหภูมิ เป็นต้น โดยเด็กแต่ละคนมีความสามารถในการรับรู้ที่แตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในการรับรู้ภายในช่องปากที่เคยได้รับมาก่อน หรือเกิดจากกระบวนการแปลผลการรับรู้ของสมอง อาทิเช่น เด็กที่มีพฤติกรรมอมข้าวอาจเกิดจากสาเหตุของการรับความรู้สึกในช่องปาก โดยเด็กที่มีระดับการรับความรู้สึกในช่องปากสูงกว่าปกติมักแสดงพฤติกรรม ขาดการรับรู้ถึงการมีอยู่ของอาหารในช่องปาก ทำให้ละเลยการเคี้ยว ลืมว่ามีอาหารอยู่ภายในปาก เด็กกลุ่มนี้มักแสดงพฤติกรรม อมข้าว มักมีอาหารหรือน้ำลายหกจากปากโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่เด็กมีระดับการรับความรู้สึกที่สูง ร่วมกับมีความต้องการในการรับความรู้สึกนั้น ๆ เด็กจะแสดงพฤติกรรมโดยการอมนิ้ว อมของเล่น ชอบเอาของเข้าปาก ใช้เวลาในเคี้ยวข้าวนานเพื่อให้อาหารได้สัมผัสภายในช่องปากมากขึ้น โดยพฤติกรรมดังกล่าวเพื่อสนองความต้องการในการรับความรู้สึกนั้น ๆ (5,6)
ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมการรับความรู้สึกในช่องปากให้กับลูก ๆ ได้โดยการ “เพิ่มประสบการณ์การรับความรู้สึกในช่องปาก” โดยส่งเสริมผ่านการเล่น เปิดโอกาสให้เด็กสำรวจ ลองนำสิ่งของ หรือของเล่นเข้าปาก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และได้เติมเต็มการรับความรู้สึกในช่องปากผ่านการกัด การอม ทั้งนี้ ผู้ปกครองควรดูแลเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยแก่เด็ก โดยเลือกอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่ยากต่อการแตก หัก มีผิวสัมผัส และความยืดหยุ่นที่หลากหลาย รวมทั้งควรใช้การเรียนรู้และเพิ่มประสบการณ์ผ่านมื้ออาหาร โดยใช้เนื้อสัมผัส รสชาติ อุณหภูมิที่หลากหลาย เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และปรับตัว อย่างไรก็ตาม การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้รับความรู้สึกและปรับตัวทีละน้อย เพราะหากให้การกระตุ้นที่มากหรือมีความเข้มข้นมากเกินไปอาจทำให้เด็กเกิดการต่อต้านและหลีกเลี่ยงต่ออาหารประเภทนั้น ๆ ได้
จะเห็นได้ว่าระดับพัฒนาการที่เหมาะสม รูปแบบอาหาร และการรับรู้ภายในช่องปาก เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการทานอาหารของเด็ก ๆ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของลูก ๆ อยู่เสมอ แต่หากพฤติกรรมการกินดังกล่าวส่งผลกระทบกับเด็กมาก ๆ ผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะได้ค้นหาสาเหตุและช่วยแนะนำวิธีการส่งเสริมความสามารถได้อย่างเหมาะสม
การรับประทานอาหารเป็นกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่เด็ก ๆ ต้องทำทุกวัน หากพวกเขามีความสุขกับการรับประทานอาหารและสามารถทานอาหารได้หลากหลาย มีปริมาณมากขึ้นตามวัย ก็จะช่วยส่งผลต่อการทำงานของสมอง การเรียนรู้ และพัฒนาการรอบด้านตามช่วงวัย ทำให้เด็กมีความพร้อมที่จะเล่น เรียนรู้ และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ รอบตัวได้มากขึ้น ดังนั้น นักกิจกรรมบำบัดเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่านอกจากตัวเด็กเองแล้ว ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญในการช่วยให้เด็ก ๆ มีความสุขและประสบความสำเร็จในการรับประทานอาหาร นักกิจกรรมบำบัดมีส่วนช่วยในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับรูปแบบอาหาร อุปกรณ์ วิธีการ เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจการรับประทานอาหารของเด็กมากขึ้น และอยากให้ผู้ปกครองร่วมสร้างช่วงเวลาในการรับประทานอาหารให้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขด้วยครับ
เรียบเรียงโดย ก.บ. ชนิตพล บุญยะวัตร
เอกสารอ้างอิง
- วรวรรณ จงสง่าวิทยาเลิศ. ปัญหาการกินในเด็ก[อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต; 2557 [เข้าถึงเมื่อ 28 ตุลาคม 2563]. เข้าถึงได้จาก: https://th.rajanukul.go.th/บทความ-แผ่นพับ-CQI/บทความ/ปัญหาการกินในเด็ก?skin=no
- Korth K, Rendell L. Feeding intervention. In: Case-Smith J, O’brien JC. Occupational therapy children adolescents. 7th ed. Louis: Mosby; 2015. p. 389-415.
- โครงการ”การจัดทำข้อปฏิบัติการให้อาหาร เพื่อสุขภาพที่ดีของทารกและเด็กก่อนวัยเรียน. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. คู่มืออาหารตามวัยสำหรับทารกและเด็กเล็ก. กรุงเทพฯ: บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์; 2552
- Lowman DK. Development of occupations. In: Solomon JW, O’brien JC. Pediatric skills for occupational therapy assistants. 4th ed. St. Louis: Elsevier; 2016. p. 94-113.
- Korth K, Maune NC. Assessment and treatment of feeding, eating, and swallowing. In: O’Brien JC, Kuhaneck H. Case-smith’s occupational therapy for children and adolescents. 8th ed. St. Louis: Mosby; 2019. p. 213-38.
- Suares MA. Multicomponent treatment for food selectivity in children: description and case report. Nutr Clin Pract. 2015;30(3):425-31.











