คะแนนสำหรับการอบรม ระหว่างการพิจารณา
ปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และเทคโนโลยีด้านประสาทวิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาการตรวจประเมินและการรักษาทางกายภาพบำบัด โดยเฉพาะเทคโนโลยีการกระตุ้นสมองแบบไม่รุกล้ำ (Non-invasive Brain Stimulation: NIBS) ซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทั้งในด้านการวิจัยและการประยุกต์ใช้ทางคลินิก เทคโนโลยีที่สำคัญ ได้แก่ การกระตุ้นสมองด้วยสนามแม่เหล็กผ่านกะโหลกศีรษะ (Transcranial Magnetic Stimulation: TMS) และการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้ากระแสตรงผ่านกะโหลกศีรษะ (Transcranial Direct Current Stimulation: tDCS) ซึ่งมีการศึกษาวิจัยและหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวและการทำงานของระบบประสาทในผู้ป่วยกลุ่มต่าง ๆ
การนำ TMS และ tDCS มาใช้ในงานกายภาพบำบัดจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจทั้งด้านหลักการทางสรีรวิทยาและประสาทสรีรวิทยา กลไกการออกฤทธิ์ การกำหนดตำแหน่งและพารามิเตอร์ในการกระตุ้น ข้อบ่งชี้ ข้อห้ามและข้อควรระวัง ตลอดจนการพิจารณาหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับลักษณะและเป้าหมายการฟื้นฟูของผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้น การพัฒนาความรู้และทักษะของนักกายภาพบำบัดจึงไม่ควรจำกัดเฉพาะความสามารถในการใช้งานเครื่องมือ แต่ควรครอบคลุมถึงความสามารถในการวิเคราะห์และแปลผลหลักฐานทางวิชาการ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจทางคลินิกอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล มีคณาจารย์ที่มีความรู้และประสบการณ์ด้าน TMS และ tDCS ทั้งในด้านการวิจัย การเรียนการสอนระดับหลังปริญญา และการประยุกต์ใช้ในบริบททางคลินิก จึงเล็งเห็นความสำคัญของการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ดังกล่าวสู่นักกายภาพบำบัดและผู้สนใจ เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การปฏิบัติทางคลินิก (Translating Evidence into Clinical Practice)
คณะกายภาพบำบัดจึงจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “Advanced Technologies in Physical Therapy: Translating Evidence into Clinical Practice – Applications of Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) and Transcranial Direct Current Stimulation (tDCS)” โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความรู้ด้านหลักการและกลไกทางประสาทสรีรวิทยา หลักฐานเชิงประจักษ์ การเลือกและกำหนดพารามิเตอร์ การฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องมือ ตลอดจนการวิเคราะห์กรณีศึกษาและการประยุกต์ใช้ในการตัดสินใจทางคลินิก เพื่อส่งเสริมให้นักกายภาพบำบัดสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปประยุกต์ใช้บนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการให้บริการและความก้าวหน้าของวิชาชีพกายภาพบำบัด